โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 40

บทที่ 40

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คราบเลือดบนพื้นไม้สักทองยังคงชื้นแฉะ สะท้อนเงาตะเกียงน้ำมันที่ไส้ใกล้หมด กลิ่นอายของดินปืนและสนิมเหล็กคละคลุ้งอบอวลอยู่ในศาลาโถงกลางค่ายหลวง ฝั่งพระนครศรีอยุธยาที่ถูกรายล้อมด้วยเพลิงสงคราม ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ซึ่งปักหมุดด้วยธงสีชาดและสีน้ำเงิน นัยน์ตาคมกริบภายใต้เงาหมวกเหล็กจดจ้องไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทุ่งมะตูม ขอบตาของเขาลึกโหลด้วยความอ่อนล้าจากการไม่ได้หลับนอนมาสามวันสามคืน ทว่าแววตากลับปรากฏประกายแห่งความเฉียบคมดุจใบมีดดาบที่ผ่านการลับคมมาอย่างดี "หากเรายังคงรั้งรอให้กองหนุนจากหัวเมืองเหนือยกมาสมทบตามกำหนดเดิม เกรงว่าเสบียงในคลังหลวงคงเหลือไม่พอแม้แต่จะหุงหาเลี้ยงทหารกองหน้า" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทลายความเงียบงันภายในห้องประชุมแผนยุทธศาสตร์ แม่หญิงบัวแก้ว ซึ่งนั่งอยู่มุมห้องในชุดผ้าแถบคาดไหล่เรียบง่าย มือเรียวของนางกำลังง่วนอยู่กับการคีบสมุนไพรสดลงในหม้อดินเพื่อต้มเตรียมไว้รักษาทหารเจ็บ นางเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพหนุ่ม แววตาของนางเจือไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด แต่น้ำเสียงยังคงมั่นคง "ท่านทัพ... ท่านก็รู้ว่าหัวเมืองเหนือยามนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องเสบียง แต่ข่าวกรองที่เราได้มาล่าสุดระบุชัดเจนว่า พระเจ้าสุริวงศ์ทรงส่งหน่วยสอดแนมสายฟ้าแลบเข้ามาตัดเส้นทางลำเลียงของเราตั้งแต่เมื่อวานแล้ว การที่เราจะดันทุรังยกทัพออกไปปะทะโดยไม่มีกองหนุน ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเสือ" ทัพถอนหายใจยาวเบาๆ เสียงถอนหายใจนั้นเต็มไปด้วยน้ำหนักของความรับผิดชอบอันมหาศาล เขาก้าวเท้าช้าๆ ไปยังหน้าต่างที่เปิดกว้างรับลมยามดึก สายตาคมมองออกไปเบื้องนอก เห็นเงาของเหล่าทหารกล้าที่นอนขดตัวพักผ่อนอยู่ตามแนวคูเมือง ภาพเหล่านั้นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ—มันคือภาพซ้อนทับกับโศกนาฏกรรมในอดีต วันที่ครอบครัวของเขาต้องถูกกลืนกินไปกับเปลวเพลิงแห่งสงคราม ความทรงจำอันเจ็บปวดนั้นไม่เคยจางหาย แต่มันกลับหล่อหลอมให้เขากลายเป็นบุรุษผู้ไม่อาจยอมพ่ายแพ้ได้อีกเป็นอันขาด *ข้าจะยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่นี่ไม่ได้...* ทัพบอกกับตัวเองในใจ "ข้าไม่ได้จะดันทุรังบุกไปทั้งอย่างนั้นหรอกนะแม่บัว" ทัพหันกลับมา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดกับสตรีเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่เขามาตลอด "แต่บางครั้ง... การรุกฆาตก็ต้องยอมเสียสละเบี้ยบางตัวเพื่อจับขุนให้ได้" "ท่านหมายความว่า..." บัวแก้ววางตะหลิวในมือลงโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นระรัวขึ้นอย่างสังหรณ์ใจ "เราจะใช้คลังเสบียงสำรองที่ค่ายบางระจันเป็นเหยื่อล่อ" ทัพเอ่ยแผนการที่ซ่อนไว้ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว "ให้พระเจ้าสุริวงศ์ทรงคิดว่านั่นคือจุดอ่อนแอที่สุดของเรา พระองค์ผู้ทรงชาญฉลาดในเชิงศึกย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ ทรงต้องกรีฑาทัพหลวงทั้งหมดเข้าตีที่นั่นด้วยพระองค์เองอย่างแน่นอน" "แต่นั่นมันอันตรายเกินไป!" บัวแก้วผุดลุกขึ้นยืน ท่าทีร้อนรนจนปิดไม่มิด "ถ้าพระองค์ทรงยกทัพหลวงมาจริง แล้วกำลังพลของเราที่เหลืออยู่ตรงนี้จะต้านทานทัพกระหนาบข้างของข้าศึกได้อย่างไร!" "เพราะเหตุนี้ไงเล่า... ข้าถึงต้องฝากภารกิจสำคัญที่สุดไว้กับเจ้า" ทัพก้าวเข้าไปใกล้บัวแก้ว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างที่สุด "หากเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องนำรายชื่อสายลับและแผนผังเส้นทางลับทั้งหมดหนีไปยังเมืองพิษณุโลกทันที ห้ามหันกลับมามองเด็ดขาด... นี่คือคำสั่ง" บัวแก้วเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกอึดอัดแน่นอกจนพูดไม่ออก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้กำลังเอาชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันเพื่อซื้อเวลาให้แผ่นดินรอดพ้นจากหายนะ ในขณะเดียวกัน ณ ค่ายหลวงฝ่ายศัตรูที่ตั้งมั่นอยู่บนเนินเขาเหนือทุ่งมะตูม บรรยากาศภายในพลับพลาที่ประทับกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัว พระเจ้าสุริวงศ์ประทับนั่งอยู่บนพระแท่น ทอดพระเนตรแผนที่แผ่นเดียวกันกับที่ทัพกำลังพิจารณาอยู่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ พระองค์ทรงเคาะพระNăng (นิ้วพระHàt) ลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนพระMhư (พระทัย) ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ออกญาเสนาภิมุข... เจ้าคิดว่าแผนการใช้คลังเสบียงล่อเสือออกจากถ้ำของเจ้าจะแนบเนียนเพียงนั้นเชียวหรือ" พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสพึมพำกับความว่างเปล่า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นในดวงเนตร "เจ้ารู้จักข้า... แต่เจ้ายังไม่รู้ซึ้งว่าอำนาจที่แท้จริงของการเป็นกษัตริย์ผู้พิชิตนั้นคืออะไร" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าพลับพลา มหาเล็กคนสนิทก้าวเข้ามาคุกเข่าลงกราบแทบพระบาทด้วยท่าทีเร่งรีบและตื่นตระหนก "ทูลฝ่าบาท! มี... มีสาส์นด่วนจากสายลับของเราในค่ายอยุธยาพ่ะย่ะค่ะ!" พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย "ว่ามา... มีเรื่องอันใดน่าสนใจหรือ" "สายลับของเราสืบทราบมาว่า... แผนการส่งกองหนุนจากหัวเมืองเหนือเป็นเรื่องลวงพ่ะย่ะค่ะ!" มหาเล็กละล่ำละลักทูล "ความจริงแล้ว ออกญาเสนาภิมุขไม่ได้รอคอยกองหนุนใดๆ ทั้งสิ้น แต่กำลังรวบรวมกำลังพลทั้งหมดเตรียมเข้าตีโอบล้อมทัพหลวงของเราในคืนนี้ต่างหากพ่ะย่ะค่ะ!" พระเนตรของพระเจ้าสุริวงศ์หรี่แคบลงทันที รอยยิ้มบนพระโอษฐ์หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจชั่วพริบตาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความกริ้วโกรธที่ระอุขึ้นในพระอุระ *เจ้าหนุ่มนี่... กล้าเล่นเกมเสี่ยงตายกับข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!* พระเจ้าสุริวงศ์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มพระวรกาย ตวัดพระหัตถ์กวาดแผนที่บนโต๊ะร่วงหล่นลงพื้น เสียงกัมปนาทแห่งพระสุรเสียงประกาศกร้าวสะเทือนไปทั่วค่ายหลวง "ดี! ในเมื่อมันอยากเล่นเกมเดิมพันด้วยชีวิตนัก... เราก็จะสนองความต้องการของมัน ให้กองทัพทั้งหมดเตรียมพร้อมบุกเข้าประจันบานทันที! คืนนี้... ศรีอยุธยาต้องลุกเป็นไฟ!" ตัดกลับมาที่ค่ายหลวงฝ่ายอยุธยา ทัพซึ่งยืนมองท้องฟ้ายามวิกาลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจากกลุ่มควันไฟไกลลิบ พลันรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนสะท้านที่ส่งผ่านผืนแผ่นดินขึ้นมาถึงฝ่าเท้า เสียงกลองศึกของข้าศึกดังกระหึ่มกึกก้องท้องทุ่ง ราวกับเสียงคำรามของอสูรกายร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล ทัพค่อยๆ ชักดาบออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกับหนังดัง *กริ๊ก* แผ่วเบา แต่เฉียบคมบาดลึกในความเงียบ ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความหวาดกลัว เขากวาดสายตามองเหล่าทหารกล้าที่ยืนเข้าแถวเตรียมพร้อมรับมือด้วยจิตวิญญาณอันฮึกเหิม ทว่า... ในวินาทีที่เงาดำของทัพข้าศึกนับหมื่นนายเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาประชิดแนวคูเมืองผ่านแสงจันทร์สลัว บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงอย่างประหลาด เงาร่างหนึ่งที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ปรากฏขึ้นที่ประตูค่ายด้านหลัง... ไม่ใช่ทหารข้าศึก ไม่ใช่สายลับ... แต่เป็นบุคคลที่ทัพคาดคิดไว้ว่าจะไม่มีวันได้พบหน้าอีกตลอดกาลในสมรภูมินี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านทุกห้วงเวลาอันบีบคั้นของประวัติศาสตร์หน้าสั่นสะท้านนี้ด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%