โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 10

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศ ยามที่หยาดฝนฤดูมรสุมสาดซัดกระหน่ำลงบนผืนป่าทึบเบื้องหน้า เสียงฟ้าร้องคำรามราวกับอสนีบาตพิโรธไม่ได้ทำให้ความเงียบงันในกระโจมบัญชาการศึกเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ออกญาเสนาภิมุข หรือ "ทัพ" ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ที่เขียนด้วยหมึกจีนบนผืนผ้าดิบ แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันวับแวมสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าใบ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่อาบไล้ไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบเขม่าดินปืน ดวงตาคู่คมจ้องมองจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่—ป้อมปราการหินแกรนิตของเมืองหลวงเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่หลังแนวป่าทึบ ป้อมปราการที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเขาเคยเอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อปกป้อง แต่วันนี้... มันกลับกลายเป็นกรงขังที่กัก Nขังอนาคตของแผ่นดินไว้ ทว่า ในยามนี้ ความคิดของแม่ทัพหนุ่มไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องแผนการรบในวันพรุ่งนี้ ภาพเหตุการณ์เมื่อชั่วธนูพุ่งผ่านยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง พระเจ้าสุริวงศ์มิได้เสด็จหนีไปไหนตามที่เขาคาดการณ์ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ พระองค์ทรงยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ ณ จุดนัดพบแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง พร้อมกับกองกำลังลับนับหมื่นคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาความมืดของราวป่าราวกับภูตผี และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ข้างกายของกษัตริย์ศัตรู มีร่างของแม่หญิงบัวแก้วถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกเส้นหนา โดยมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอของนางจากเงาทะมึนของมือสังหารไร้เงา "ท่านออกญา..." เสียงทุ้มต่ำของนายกองทหารราบเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "กองกำลังของเราที่ซุ่มอยู่ีกสามกองร้อยพร้อมแล้วครับ รอเพียงคำสั่งเคลื่อนพลเข้าตีโอบจากด้านหลังป้อมปราการ หากเราลงมือในยามดึกสงัดตอนที่สายฝนโหมกระหน่ำเช่นนี้ พวกมันยตั้งรับไม่ทันตั้งตัวแน่นอน" ทัพไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเยือกเย็น แต่นิ้วมือที่กำด้ามดาบคาบศิลาแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวบ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์ที่กำลังซัดสาดอยู่ภายในอก หัวใจของเขาราวกับถูกบีบด้วยคีมเหล็ก ภาพรอยยิ้มและแววตาเด็ดเดี่ยวของแม่หญิงบัวแก้วในยามที่นางส่งยاخให้เขาก่อนออกเดินทางมาปฏิบัติภารกิจยังคงเด่นชัด นางคือผู้หญิงคนเดียวที่กล้าก้าวเข้ามาในโลกอันมืดมนและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายของเขา นางคือผู้เยียวยาทั้งบาดแผลทางกายและหัวใจที่แตกสลายจากสงคราม แล้วเวลานี้ นางกำลังตกเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับความพินาศของกองทัพกู้บัลลังก์ "ถ้าเราเคลื่อนพลเข้าตีตอนนี้..." ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่ากลัว "ความสนใจทั้งหมดของข้าศึกจะพุ่งเป้าไปที่แนวรบด้านหน้า แต่เจ้าอย่าลืมว่า พระเจ้าสุริวงศ์ทรงคาดการณ์ทุกย่างก้าวของเราไว้ล่วงหน้าแล้ว กองกำลังลับนับหมื่นที่ซ่อนอยู่หลังม่านฝนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระองค์ทรงรอให้เราเดินเข้าสู่ ‘ถุงเงิน’ ที่ทรงผูกปากรอไว้ต่างหาก" นายกองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "แต่... ถ้าเราไม่ตีคืนนี้ โอกาสที่เราจะทะลวงผ่านป้อมปราการก่อนกำลังหนุนของฝ่ายเหนือจะมาถึงก็ไม่มีอีกแล้วนะครับท่าน" ทัพหันกลับมามองแผนที่อีกครั้ง สมองอันปราดเปรื่องของแม่ทัพหนุ่มกำลังประมวลผลทางเลือกนับร้อยทางในเสี้ยววินาที หากเขาเลือกแผนการรบเพื่อส่วนรวม—เดินหน้าโจมตีตามแผนเดิมเพื่อยึดป้อมปราการ แม้กองทัพจะเสียหายหนักแต่แผ่นดินจะมีโอกาสรอด แต่แม่หญิงบัวแก้วจะต้องถูกสังหารเซ่นคมดาบอย่างแน่นอน แต่ถ้าเขาเลือกช่วยนาง... ทหารนับหมื่นที่ฝากชีวิตไว้กับเขาจะต้องกลายเป็นผีเฝ้าแผ่นดิน และราชสำนักอยุธยาจะล่มสลายอย่างไร้ความหวัง นี่คือบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดที่ประวัติศาสตร์มอบให้กับชายชื่อ "ทัพ" "ออกญาครับ..." เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นที่หน้ากระโจม พร้อมกับการปรากฏตัวของทหารม้าลาดตระเวนที่เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยโคลนและสายฝน เขากระโจนคุกเข่าลงเบื้องหน้า หอบหายใจอย่างรุนแรง "รายงานด่วนครับ! ทางด้านทิศเหนือ... กองกำลังเสริมของข่ายเมืองหลวงฝ่ายศัตรูเคลื่อนพลเร็วกว่ากำหนดถึงสามชั่วโมง พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาบรรจบกับกองกำลังของพระเจ้าสุริวงศ์ หากเราช้าไปแม้แต่ก้านธูปเดียว เราจะถูกตลบหลังและถูกบดขยี้จนไม่เหลือซากครับ!" ภายในกระโจมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก หยดน้ำฝนที่รั่วซึมผ่านหลังคาผ้าใบหยดลงกระทบพื้นเสียงดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ ทัพหลับตาลงชั่วพริบตา ภาพใบหน้าของบัวแก้วผุดขึ้นมาในมโนสำนึก นางไม่ได้ร้องขอชีวิต นางไม่ได้แสดงความหวาดกลัว แววตาของนางในวินาทีที่ถูกคมดาบจ่อคอหอยสะท้อนความเชื่อมั่น... ความเชื่อมั่นว่าบุรุษผู้นี้จะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อแผ่นดิน ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เคยมีความลังเลเจืออยู่ บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวและเย็นชาดุจน้ำแข็ง เปลวไฟในดวงตาคู่นั้นลุกโชนด้วยจิตวิญญาณของนักรบผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา "จัดกำลังพลทั้งหมดแยกเป็นสองสาย" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทรงอำนาจจนทุกคนในกระโจมต้องก้มหน้ารับฟัง "สายที่หนึ่ง นำโดยท่านรองแม่ทัพ นำกำลังพลร้อยละเจ็ดสิบเข้าตีโอบป้อมปราการทางทิศตะวันตกตามแผนเดิมทันที ใช้ความมืดและสายฝนเป็นเกราะกำบัง จงบุกทะลวงเข้าไปให้ได้ภายในชั่วโมงนี้ ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะตั้งรับอย่างไร ห้ามถอยเด็ดขาด!" นายกองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "แล้วท่านล่ะครับท่านออกญา? แล้วกำลังพลส่วนที่เหลือ..." ทัพเอึงมือไปหยิบดาบคาบศิลาประจำตัวขึ้นมาพาดไว้ที่บ่า น้ำเสียงของเขาหนักแน่นราวกับภูผาหิน "ข้าจะนำกำลังพลที่เหลืออีกร้อยละสาม十 แยกย้ายแทรกซึมเข้าสู่เงาป่าทางทิศใต้—จุดที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงรออยู่" "แต่นั่นมันอันตรายเกินไปนะครับท่าน! นั่นคือหลุมพราง!" "ใช่ มันคือหลุมพราง" ทัพเอ่ยขัดขึ้น มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและท้าทาย "แต่ในหลุมพรางนั้น... มีสิ่งที่ข้าต้องทวงคืน ทั้งเกียรติยศของกองทัพ และชีวิตของคนที่ข้าไม่มีวันยอมให้ใครพรากไปต่อหน้าต่อตา" เขากวาดสายตามองนายทหารทุกคนรอบกระโจมด้วยความเด็ดเดี่ยว "จำไว้... ค่ำคืนนี้ไม่ใช่การตัดสินใจระหว่างแผ่นดินกับความรัก แต่เป็นคืนที่เราจะแสดงให้พระเจ้าสุริวงศ์ได้เห็นว่า เหล็กกล้าแห่งอยุธยาที่แท้จริงนั้น แข็งแกร่งและคมกริบเพียงใด แยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่!" สิ้นคำสั่ง ทหารทุกนายต่างคำนับรับคำด้วยความฮึกเหิม เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวออกไปจากกระโจมท่ามกลางสายฝนที่ยังคงกระหน่ำไม่ขาดสาย ทัพยืนอยู่ลำพังในกระโจมที่ว่างเปล่า เขายกมือขึ้นสัมผัสจี้หยกที่บัวแก้วเคยร้อยให้ ก่อนจะกระชับดาบในมือมั่น เขาก้าวเท้าก้าวแรกออกจากกระโจม มุ่งตรงสู่ความมืดมิดของราวป่าและเงาทะมึนของกองทัพศัตรูที่รออยู่เบื้องหน้า ทว่า... ในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นแนวเขตค่ายพักแรม เสียงฝีเท้าฝ่าน้ำโคลนดังขึ้นรวดเร็วด้านหลัง พร้อมกับเสียงรายงานจากทหารม้าลาดตระเวนอีกนายที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตกใจสุดขีด "ท่านออกญาครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... กองกำลังลับของพระเจ้าสุริวงศ์ที่ซ่อนอยู่ทางทิศใต้ไม่ได้มีแค่หมื่นนาย... แต่พวกมันกำลังถอยทัพ?" ทัพชะงักฝีเท้า หันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ "เจ้าว่าอย่างไรนะ? ถอยทัพรึ? เป็นไปได้เช่นไรในเมื่อพวกมันกุมความได้เปรียบทั้งหมดไว้ในมือ" ทหารม้าหอบหายใจรัว ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี "ไม่ใช่แค่ถอยทัพครับ... แต่แม่หญิงบัวแก้ว... นางไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่แรก!" ทัพรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม โลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาที --- พงศาวดารมีชีวิต ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้มาด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%