โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 9

ฝ่าวงล้อมมรณะ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คมดาบสีเงินยวงจ่อติดผิวเนื้ออ่อนที่ลำคอจนเกิดรอยแดงเรื่อ ปลายเหล็กกล้าสั่นระริกตามแรงประคองอันมั่นคงของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ภายในกระโจมทหารที่อับชื้นกลิ่นดินปืนและเหงื่อไคล บรรยากาศรอบด้านเงียบงันราวกับห้วงอวกาศ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงคบเพลิงที่มอดไหม้ส่งเสียงปะทุเบาๆ ดังสะท้อนก้องในโสตประสาท รอยคราบหมึกสีดำบนปลายนิ้วมือข้างขวาของนายกองผู้นั้น คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวเขาไว้แน่นหนาอย่างไร้ทางหลีกหนี รายงานลับการเคลื่อนพลของกองสอดแนมหลวงที่ควรมีเพียงแม่ทัพเอกรับรู้ กลับรั่วไหลไปถึงมือของพระเจ้าสุริวงศ์ได้อย่างไร คำตอบกำลังยืนสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าทัพในเวลานี้ "เจ้าค่ะ..." เสียงของนายกองผู้นั้นขาดห้วง ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ "ข้า... ข้าเพียงแต่..." "เพียงแต่รักตัวกลัวตาย หรือคิดว่าแผ่นดินนี้มันราคาถูกเสียจนเอาไปแลกกับเศษเงินของพระเจ้าสุริวงศ์ได้?" ทัพเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับสายน้ำนิ่งสนิท แต่กลับแฝงไปด้วยกระแสความเย็นเยียบที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตในกระโจมให้แหลกสลาย ปลายนิ้วที่กำด้ามดาบไม่เคยสั่นไหวแม้แต่น้อย แม่หญิงบัวแก้ว ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเครื่องมือแพทย์สนามด้วยมือที่มั่นคง แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่นัยน์ตาคู่คมชำเลืองมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความระแวกระวัง นางรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาลงทัณฑ์คนทรยศอย่างยืดเยื้อ เพราะเสียงกลองศึกของกองทัพอังเปาจากเบื้องนอกเริ่มดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนตามจังหวะฝีเท้าของม้าศึกนับหมื่นตัวที่กำลังโอบล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทุกทาง "ท่านแม่ทัพ..." นายกองทรยศคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม "กองทัพของเรามีกำลังพลไม่ถึงหนึ่งในห้าของพวกเขา วงล้อมเหล็กกล้าของพระเจ้าสุริวงศ์ไม่มีทางที่ผู้ใดจะตีฝ่าออกไปได้ ข้าเพียงแต่หาทางรอดให้... ให้พวกเราทั้งหมด!" "ความตายในฐานะชายชาติทหารที่ปกป้องแผ่นดินเกิด มีเกียรติยศยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยการขายวิญญาณให้ศัตรู" ทัพตวัดคมดาบกลับเข้าฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เสียงเหล็กเสียดสีกับปลอกดังแคว่กบาดแก้วหู "แต่เจ้าไม่มีค่าพอแม้แต่จะให้ดาบเปื้อนเลือดของข้า... ควบคุมตัวมันไปขังไว้ หากเรามีชีวิตรอดออกไปได้ ค่อยชำระโทษตามกฎอัยการศึก แต่ถ้าเราตายที่นี่... ให้มันไปชดใช้กรรมในนรกเบื้องล่างเสียก่อน!" สิ้นคำสั่งของแม่ทัพหนุ่ม ทหารองครักษ์ร่างยักษ์สองนายก็พุ่งเข้ามาหิ้วปีกนายกองทรยศออกไปจากกระโจมทันที เสียงโหยหวนขอชีวิตค่อยๆ เงียบหายไปกับเสียงคำรามของสายลมยามวิกาลที่พัดกระโชกเข้าใส่ผ้าใบกระโจมจนสะบัดไหว ทัพผ่อนลมหายใจยาวเหยียด เขายกมือขึ้นนวดคลึงขมับเบาๆ ความเครียดสะสมจากการรบราฆ่าฟันหลายวันติดต่อกันทำให้รอยแผลเป็นเก่าบริเวณหัวไหล่แปลบปั้นขึ้นมา แต่เวลานี้เขามีเวลาอ่อนแอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว แผนการรบเพื่อตีฝ่าวงล้อมมรณะถูกกางอยู่บนโต๊ะไม้หยาบ แผนที่ผืนเก่าที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนคราบเลือดและหยาดน้ำค้าง "ท่านทัพ..." แม่หญิงบัวแก้วเดินเข้ามาใกล้ ส่งจอกน้ำชาอุ่นๆ ให้ "ท่านจะใช้แผน 'ปลาหลุดจากอวน' ตามที่เคยตรึงไว้เมื่อค่ำวานนี้จริงๆ หรือ? ข้าเกรงว่า... กำลังพลของเราที่เหลืออยู่จะไม่พอต้านทานทัพหน้าของพระเจ้าสุริวงศ์ที่มีแม่ทัพม้าเหล็กคุมเชิงอยู่" ทัพรับจอกชามาถือไว้ แต่มิได้ดื่ม เขามองสายน้ำร้อนระอุที่สะท้อนเงาใบหน้าของตนเองที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้า "บัวแก้ว เจ้าจำคำสอนของพระยาบรมราชาธิราชได้หรือไม่? ในยามที่ข้าศึกมีกำลังเหนือกว่าเราหลายเท่าตัว การตั้งรับอยู่กับที่จะมีแต่ความพินาศ การรุกคือการตั้งรับที่ดีที่สุด แต่การรุกแบบธรรมดาจะพาเราไปสู่ความตาย" ชายหนุ่มวางจอกชาลง ก่อนจะหยิบหินสีดำและสีขาวบนกระดานกลยุทธ์มาวางสลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ "เราจะไม่ตีฝ่าออกไปทางทิศตะวันออกที่มีค่ายกลปืนใหญ่ของข้าศึกรออยู่ และเราจะไม่ถอยร่นไปทางแม่น้ำที่ถูกปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ" "แต่เราจะ... 'พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางค่ายใหญ่ของพระเจ้าสุริวงศ์โดยตรง' อย่างนั้นหรือ?" บัวแก้วอุทานออกมาเบาๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่คิดว่าแม่ทัพหนุ่มจะกล้าใช้กลยุทธ์ที่บ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์การสงคราม—ยุทธวิธี 'หอกทะลวงมังกร' "ถูกต้อง" แววตาของทัพทอประกายคมกริบราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องเหยื่อ "จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าศึก มักจะเป็นจุดที่พวกมันประมาทที่สุด พระเจ้าสุริวงศ์ทรงมั่นใจว่าเราจะเลือกหนีตายไปตามเส้นทางธรรมชาติ พวกมันจึงเทกำลังพลทั้งหมดไปตรึงไว้ที่แนวป่าและริมน้ำ แต่ใจกลางค่ายหลวงของพระองค์... จะกลายเป็นหลุมศพของพวกมันเอง หากเราเคลื่อนพลด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาดดั่งสายฟ้าฟาด" บรรยากาศภายในกระโจมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง นายกองและแม่ทัพรองที่ถูกเรียกตัวเข้ามาประชุมต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความเสี่ยงในปฏิบัติการครั้งนี้สูงลิ่ว หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว ทัพหลวงทั้งหมดจะถูกกลืนกินและไม่มีใครได้รอดชีวิตกลับไปเล่าขาน "ข้าขออาสาเป็นกองหน้า นำทหารม้ากล้าตายสามร้อยนายพุ่งชนแนวป้องกันแรกเองครับท่าน!" เสียงทุ้มห้าวของหลวงยุทธไกร นายกองใหญ่ผู้ผ่านศึกมาโชกโชนดังขึ้น เขาตบหน้าอกตัวเองเสียงดังสนั่น แววตาเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและจงรักภักดี ทัพมองหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ เขายกมือขึ้นตบไหล่แกร่งของหลวงยุทธไกรเบาๆ สองสามครั้ง "ข้าฝากชีวิตของไพร่พลทั้งหมดไว้ที่คมดาบของท่านแล้ว ยุทธไกร จงจำไว้... เราไม่ได้ไปเพื่อตาย เราไปเพื่อเปิดประตูแผ่นดินให้ลูกหลานได้ก้าวเดินต่อไป" เสียงระฆังศึกจากภายนอกดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน เป็นสัญญาณเตือนว่ากองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์เริ่มเคลื่อนพลเข้าประชิดแนวป้องกันสุดท้ายแล้ว แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าม้าและเสียงคำรามกึกก้องของเหล่าทหารอังเปาดังก้องฟ้าดิน ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังจะกวาดล้างทุกสิ่งให้ราบคาบ ทัพก้าวเดินออกจากกระโจมช้าๆ ลมหนาวยามดึกพัดปะทะร่างจนผ้าคลุมไหล่สีดำปลิวไสว เขาสอบตาดูกองทหารนับพันที่ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบท่ามกลางแสงคบเพลิงที่ลุกโชน แม้ใบหน้าของแต่ละคนจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัวต่อความตายที่อยู่เบื้องหน้า แต่ในดวงตาทุกคู่กลับประกายแสงแห่งความหวังและความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชายหนุ่มชักดาบประจำกายออกจากฝัก ปลายคมดาบสีเงินสะท้อนแสงไฟสีส้มวับวาวท่ามกลางความมืดมิด เขาชูขึ้นสูงเหนือศีรษะ "พี่น้องชาวอยุธยา!" เสียงคำรามก้องกังวานของทัพทรงพลังพอที่จะกลบเสียงคำรามของข้าศึก "เบื้องหลังของเราคือแผ่นดินเกิด เบื้องหน้าของเราคือผู้รุกราน วันนี้... เราจะพิสูจน์ให้แผ่นดินได้ประจักษ์ว่า ศักดิ์ศรีของชายชาติทหารไทย หาใช่สิ่งที่จะก้มหัวให้ผู้ใดสยบไม่! ตามข้ามา!" สิ้นเสียงคำราม ทหารกล้าทั้งหมดส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องสะท้านป่า พลอยทำให้ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนตามแรงใจที่ลุกโชน ทัพควบม้าคู่ใจพุ่งทะยานออกนำหน้าเป็นคนแรก มุ่งตรงไปยังทิศทางที่กองกำลังของข้าศึกหนาแน่นที่สุดราวกับลูกศรที่ถูกยิงออกจากแหล่ง การปะทะกันครั้งแรกดุเดือดเลือดพล่าน เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนหญ้าและคราบฝุ่นตลบอบอวล ทัพใช้กระบวนท่าดาบที่รวดเร็วและแม่นยำฟันฝ่าแนวป้องกันแรกของข้าศึกจนแตกกระเจิงอย่างไม่เป็นขบวน แผนการ 'หอกทะลวงมังกร' เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบตามที่เขาวางไว้ ทว่า ในขณะที่กองกำลังของทัพกำลังตีฝ่าทะลวงเข้าไปถึงเขตชั้นในของค่ายหลวงข้าศึก ซึ่งควรจะเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดในการเคลื่อนพล จู่ๆ เสียงกลองศึกของข้าศึกก็หยุดชะงักลงพร้อมกันอย่างกะทันหัน ราวกับนัดหมาย ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมสนามรบชั่วขณะ ทัพต้องดึงบังเหียนม้าให้หยุดกะทันหันจนม้าศึกยกขาหน้าส่งเสียงร้องลั่น เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ที่ใจกลางค่ายหลวงซึ่งควรจะมีเพียงกองทหารราบและแนวป้องกันไม้ระเนียด กลับมีร่างของชายผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นบัญชาการสูง สวมชุดเกราะทองคำอร่ามตาที่สะท้อนแสงคบเพลิงระยิบระยับ ใบหน้าคมคายนั้นประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์กลและความเย้ยหยัน พระเจ้าสุริวงศ์มิได้เสด็จหนีไปไหนตามที่เขาคาดคิด... แต่พระองค์ทรงยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ ณ จุดนี้ด้วยพระองค์เอง พร้อมกับกองกำลังลับนับหมื่นคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาความมืด และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ข้างกายของกษัตริย์ศัตรู มีร่างของแม่หญิงบัวแก้วถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกเส้นหนา โดยมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอของนางจากเงาทะมึนของมือสังหารไร้เงา! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันนองเลือดและงดงามนี้ไปด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%