โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 8

ทรยศกลางทัพ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เจ้าบอกว่า... ข่าวกรองชุดล่าสุดจากค่ายหลวงฝ่ายหงสา ถูกส่งมอบให้ข้าศึกไปก่อนที่เราจะเคลื่อนทัพข้ามลำน้ำแควน้อยอย่างนั้นหรือ?" น้ำเสียงของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) มิได้ตื่นตระหนก ทว่ามันกลับเย็นเยียบราวน้ำค้างยามใกล้รุ่ง ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกเหล็กยุทโธปกรณ์จ้องมองรอยหมึกบนกระดาษสาชื้นน้ำค้างในมือ แสงจากคบเพลิงวับแวมสาดกระทบใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ จากสมรภูมิเก่า ความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วกระโจมบัญชาการ มีเพียงเสียงฝนปรอยที่กระทบใบตองด้านนอก และเสียงหัวใจของใครบางคนในห้องนี้ที่เต้นถี่กระชั้นจนน่ารำคาญ เบื้องหน้าของเขาคือ "ขุนศิริ" นายกองทหารรักษาระดับสูง ผู้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายมาตั้งแต่ครั้งเสียกรุงครั้งแรก มือหนาของขุนศิริสั่นเทาเล็กน้อยขณะประสานมือคำนับ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับทั้งที่อากาศยามดึกในราวป่านี้ค่อนข้างเหน็บหนาว "กระผม... กระผมได้รับรายงานจากสายตรวจลาดตระเวนฝั่งตะวันตกครับท่านออกญา พวกมันพบร่องรอยม้าเร็วควบมุ่งหน้าไปยังค่ายหลวงของพระเจ้าสุริวงศ์เมื่อหัวค่ำ และ... และตราประทับบนขี้ผึ้งปิดผนึกจดหมายลับ... มันคือตราประจำตัวของคนในกองบัญชาการของเราเองครับ" ขุนศิริก้มหน้าต่ำ หลบสายตาคมปลาบที่ราวกับจะแหวกร่างเขาออกเป็นเสี่ยงๆ ทัพสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของดินปืน เลือด และความอับชื้นของพงไพรคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก สมองอันเฉียบคมของแม่ทัพหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว จดหมายฉบับที่เพิ่งถูกเผาทำลายไปเมื่อวานนี้... แผนการเคลื่อนพลผ่านช่องเขาขาด... จุดยุทธศาสตร์ที่กองกำลังของเราตั้งใจจะใช้ซุ่มโจมตี... ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้ในวงจำกัดเฉพาะนายกองระดับสูงไม่เกินห้าคนเท่านั้น! ความไว้วางใจ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดในยามศึกสงคราม และในตอนนี้ คมดาบนั้นกำลังย้อนกลับมาจ้วงแทงหัวใจของกองทัพอยุธยาจากข้างหลัง "ท่านออกญา..." แม่หญิงบัวแก้วก้าวเข้ามาจากม่านบังตาด้านใน มือเรียวบางถือถาดสมุนไพรและผ้าสะอาด นางส่งสายตาปราดเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ตึงเครียดนี้ได้ทันที นางเดินเข้ามาใกล้ทัพ กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน "เมื่อครู่... ดิฉันไปตรวจดูอาการบาดเจ็บของพลทหารที่เพิ่งถูกหามกลับมาจากแนวหน้า พวกเขาบอกว่า เห็นเงาคนผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายนายกอง สวมเสื้อคลุมกันฝนแบบเดียวกัน เดินลับๆ ล่อๆ ออกไปทางชายป่าด้านทิศเหนือในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ม้าเร็วนั้นควบออกไปเจ้าค่ะ" ทัพหันขวับไปมองแม่หญิงบัวแก้ว ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันอย่างสื่อความหมาย ความระแวงสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจได้รับการยืนยันเป็นรูปธรรม "ใคร?" ทัพเอ่ยถามสั้นๆ น้ำเสียงห้วนกระด้าง "ข้าพเจ้ามิกล้าปรักปรำใครส่งเดชเจ้าค่ะท่านออกญา แต่... ท่านลองพิจารณาดูเถิดว่า ใครกันเล่าที่มีสิทธิ์เข้าถึงหีบเก็บเอกสารลับของกองบัญชาการได้ตลอดเวลาโดยไม่มีใครกล้าทักท้วง?" บัวแก้วทิ้งปมคำถามไว้อย่างเจ็บแสบ นางวางถาดลงบนโต๊ะไม้ไผ่ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ ขุนศิริกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ท่านออกญา... หรือว่าเราจะถูกสายลับจากฝั่งพระเจ้าสุริวงศ์แทรกซึมเข้ามา? เราควรสั่งปิดค่ายและค้นตัวทหารทุกนายทันทีนะครับ!" "หากทำเช่นนั้น ขวัญกำลังใจของไพร่พลจะแตกตื่นก่อนที่เราจะได้รบกับข้าศึกเสียอีก" ทัพปฏิเสธเสียงเรียบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เกราะหนังส่งเสียงกระทบกันเบาๆ "ความโลภของมนุษย์... มักมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยเลือดเสมอ และไอ้หนอนฝรั่งคนนั้น คงคิดว่าแผ่นดินนี้ขายได้ในราคาที่คุ้มค่าพอดูสินะ" ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ในขณะที่ทัพกำลังตรวจทานแผนที่ยุทธศาสตร์ใต้แสงเทียน ทุนทรัพย์ ทองคำแท่งสิบแท่ง และสัญญาแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือจากราชสำนักหงสาวดี ถูกส่งผ่านมือใครบางคนในความมืด ความมืดมนของราตรีกาลไม่เพียงแต่ปกคลุมผืนป่า แต่ยังกัดกินจิตใจของคนผู้หนึ่งจนหมดสิ้น ในกองบัญชาการแห่งนี้ ไม่มีมิตรสหายที่แท้จริง มีเพียงผลประโยชน์และลมหายใจที่ต้องแลกมาด้วยชัยชนะ ทัพเดินตรงไปยังมุมห้องที่เก็บหีบเหล็กใส่เอกสารสำคัญ มือหนาหยิบกุญแจทองเหลืองขึ้นมาไขเปิดออกช้าๆ เสียงกลไกดัง "คลิก" เบาๆ แต่กลับบาดลึกในโสตประสาทของทุกคนในกระโจม ภายในหีบนั้น... ม้วนกระดาษแผนที่จำลองเส้นทางลับถูกรื้อค้น และมีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดทิ้งไว้แทนที่ ทัพหยิบมันขึ้นมา กางออกอ่านด้วยสีหน้าที่นิ่งสนิท ข้อความบนกระดาษเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ทว่ามั่นคง: *'อยุธยาครานี้ สิ้นบุญแล้วท่านแม่ทัพ จงวางดาบเสียเถิด แผ่นดินนี้จักเป็นของพระเจ้าสุริวงศ์แต่เพียงผู้เดียว'* ไม่เพียงแต่ข้อมูลจะรั่วไหล ทว่ามันคือการเยาะเย้ยถากถางจากศัตรูที่อยู่ใกล้ตัวเสียยิ่งกว่าเงาตามตัว! "ท่านออกญาครับ! มีเรื่องด่วนรายงาน!" เสียงตะโกนแหบพร่าของทหารยามหน้าค่ายดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างที่โงนเงนพุ่งเข้ามาล้มลงที่หน้ากระโจม บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกมีเลือดทะลักไหลไม่หยุด ทหารยามผู้นั้นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "กอง... กองกำลังม้าเร็วของหงสาวดี... พวกมัน... พวกมันรู้เส้นทางลับที่เราจะใช้เคลื่อนทัพข้ามหุบเขา... พวกมันดักซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว... ตอนนี้กองระวังหน้าของเรา... ถูกล้อมฆ่าจนหมดสิ้นแล้วครับท่าน!" สิ้นคำรายงานนั้น ทั่วทั้งกระโจมก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทัพนิ่งค้างไปชั่วขณะ มือที่ถือกระดาษสาสั่นระริกเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความเดือดดาลที่พวยพุ่งขึ้นมาจนแทบแผดเผาอก ข้อมูลทั้งหมดที่รั่วไหล... ทำให้ทหารนับร้อยชีวิตต้องเดินเข้าสู่ลานประหารโดยไม่รู้ตัว ทัพค่อยๆ หันกลับมามองหน้าขุนศิริ และนายกองอีกสามคนที่ถูกเรียกตัวมาสมทบในกระโจมนี้ สายตานิ่งสนิทคู่นั้นกวาดมองทีละคนอย่างพิจารณา ก่อนที่มุมปากของแม่ทัพหนุ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและน่ากลัวยิ่งกว่ายามโกรธเกรี้ยว "ดี..." ทัพเอ่ยเสียงกระซิบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะความเย็นยามค่ำคืน "ในเมื่อพวกมันรู้เส้นทางที่เราจะไป... งั้นคืนนี้ เราก็จะไม่ใช้เส้นทางนั้น" ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ทันหายใจโล่งอก ทัพก็สะบัดดาบออกจากฝัก พริบตาเดียว ปลายคมดาบสีเงินวาววับก็พุ่งไปจ่ออยู่ที่ลำคอของนายกองผู้หนึ่งที่ยืนอยู่มุมมืดของกระโจม—นายกองผู้ซึ่งกำลังทำหน้าซีดเผือดและมีรอยคราบหมึกสีดำเปื้อนอยู่บนปลายนิ้วมือข้างขวาอย่างเห็นได้ชัด! ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน คมดาบและคราบโลหิตเคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%