โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 5

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายสาบโคลนในยามค่ำคืนคือก,ลิ่นที่ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ)คุ้นเคยยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานในห้องนอนเสียอีก ปลายศตวรรษแห่งคราบโลหิตนี้ ไม่มีที่ว่างให้กับความประมาท ภายในกระโจมบัญชาการรบกลางสนามหลวง แสงจากคบเพลิงวับแวมสะท้อนเงาบนแผนที่ยุทธศาสตร์ทำจากหนังสัตว์ แผนที่ซึ่งบัดนี้มีรอยขีดเขียนเพิ่มขึ้นด้วยหมึกสีชาด เป็นสัญลักษณ์แทนกองกำลังของพระเจ้าสุริวงศ์ที่กำลังโอบล้อมค่ายหลวงของเราไว้ราวกับงูยักษ์ที่กำลังรัดเหยื่อ "ข้าว่าท่านยุทธการ... เจ้ากรมคลังคนใหม่ผู้นี้ ทำตัวน่าสงสัยเกินไป" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบทว่าเฉียบคมดังขึ้น แม่หญิงบัวแก้วก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าโต๊ะแผนที่ ดวงตาคู่คมของนางกวาดมองแผ่นป้ายไม้ไผ่สลักชื่อนายกองแต่ละหน่วย นางวางถ้วยกระเบื้องบรรจุยาต้มสมุนไพรกลิ่นฉุนลงบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนแผ่นป้ายหนึ่งให้พ้นจากกลุ่ม ทัพเงยหน้าขึ้นจากบันทึกรายงานเสบียง ดวงตาคมปลาบของแม่ทัพหนุ่มฉายแววครุ่นคิด เขายังคงจดจำภาพเหตุการณ์เมื่อตอนพลบค่ำได้ดี ขณะที่การตรวจพลดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด นายกองทัพหน้าคนหนึ่งเกิดอาการจุกเสียดกะทันหันจนเกือบทำรายชื่อกำลังพลร่วงหล่น ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูป "พญานาคพันศร" ที่หัวแม่มือด้านขวา—รอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ลับของหน่วยจู่โจมเงาฝ่ายพระเจ้าสุริวงศ์ ซึ่งทัพเคยเห็นในสมรภูมิคราวก่อน "เจ้ากรมคลังหมื่นราช(ภักดี)ผู้นั้นเข้ามาอยู่ในค่ายเราได้สามเดือนผ่านการฝากฝังจากหัวเมืองเหนือ... ถิ่นเดียวกับเจ้าไม่ใช่หรือ แม่หญิงบัวแก้ว" ทัพเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความระแวงระวัง แต่นัยน์ตากลับทอดมองนางด้วยความไว้วางใจที่มีมากกว่าใคร "ต่อให้เป็นคนเมืองเหนือด้วยกัน ข้าก็มิอาจการันตีได้ว่าผู้ใดขายวิญญาณให้ศัตรูไปแล้วบ้าง" บัวแก้วตอบเสียงเย็น นางยื่นม้วนกระดาษแผ่นเล็กที่ซ่อนไว้ในรอยพับชายผ้าถุงให้เขา "นี่คือจดหมายลับที่ขันทีเด็กประจำกองเสบียงแอบนำไปซ่อนไว้ใต้กองฟืนหลังโรงครัว มันถูกเข้ารหัสด้วยกลอนแปดโบราณ... ซึ่งมีเพียงเสนาบดีฝั่งอังวะเท่านั้นที่ใช้สื่อสารกัน" ทัพรับม้วนกระดาษนั้นมาคลี่ออก แสงไฟจากคบเพลิงวับแวมสาดส่องอักษรหมึกจีนที่ถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ใจความระบุชัดเจนถึงจำนวนยุทโธปกรณ์ที่เหลืออยู่ และ "ช่องโหว่" ของค่ายหลวงด้านทิศประจิม ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยแพทย์สนามของบัวแก้วตั้งอยู่พอดี นั่นไม่ใช่ความบังเอิญ... แต่มันคือแผนการขั้นเด็ดขาด "พวกมันไม่ได้ต้องการแค่เผาคลังเสบียง" ทัพพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มตึงเครียดขึ้นจนสันรามขึ้นเป็นสันนูน "แต่พวกมันต้องการล่อให้เราทุ่มกำลังทั้งหมดไปป้องกันทิศตะวันออก แล้วส่งหน่วยแทรกซึมเข้ามาลอบปลิดชีพแม่ทัพ... หรือไม่ก็สร้างความปั่นป่วนจากข้างใน เพื่อเปิดทางให้กองทัพหลวงของพระเจ้าสุริวงศ์บุกทะลวงเข้ามาในคืนเดือนมืดนี้" "แล้วท่านจะทำอย่างไร?" บัวแก้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ สีหน้าจริงจัง "จะให้ข้าสั่งคนจับกุมหมื่นราชภักดีเลยหรือไม่" "ช้าก่อน..." ทัพยกมือขึ้นห้าม แววตาคมกริบฉายประกายเจ้าเล่ห์แบบที่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนมักจะมี "หากเราจับงูตอนนี้ งูตัวอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้าจะตื่นกลัวและมุดหายเข้ากลีบเมฆไปหมด... ศัตรูคิดว่าส่งสายลับมาแทรกซึมเราได้สำเร็จ แต่พวกมันลืมไปว่า... ในบ้านของเรา เราย่อมรู้จักทุกซอกทุกมุมดีกว่าผู้มาเยือน" ทัพเอื้อมมือไปหยิบพู่กันจุ่มหมึกสีดำ เขาวาดเส้นทางลวงบนแผนที่อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด "เจ้าจงส่งข่าวไปยังกองร้อยทหารม้าลาดตระเวน ให้ทำทีเป็นเคลื่อนพลออกจากค่ายทางทิศตะวันออกเสียงดังเอิกเกริก ให้พวกสายลับในค่ายได้ยินและส่งสัญญาณออกไปว่าเราติดกับดักแล้ว ส่วนเจ้า..." ทัพเงยหน้าขึ้นสบตาบัวแก้ว "ทำเป็นแจกจ่ายยาแก้พิษและสมุนไพรบำรุงกำลังให้ทหารทุกนายตามปกติ แต่อย่าลืมผสมผงรากยางบำบัดอาการง่วงงุนลงไปในหม้อข้าวของกองเสบียงหลักด้วย" บัวแก้วยิ้มมุมปาก นางเข้าใจแผนการในทันที "ท่านกำลังจะทำให้พวกมันตายใจ... แล้วรอให้เหยื่อเดินเข้าปากเสือเองสินะเจ้าคะ—เอ๊ย... ครับ" (นางเกือบหลุดปากคำคุ้นชิน แต่แก้คำทันท่วงทีเมื่อเห็นสายตาขำขันเล็กๆ ของทัพ) "ถูกต้องครับ" ทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าดาบเหล็กน้ำพี้คู่กายมาคาดเอว "คืนนี้ ข้าจะรอต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญด้วยตัวเองที่กระโจมเสบียงทิศประจิม" เวลาล่วงเลยเข้ายามสาม (ประมาณตีสอง) ความเงียบงันปกคลุมค่ายหลวงราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้และเสียงฝีเท้าของทหารยามที่เดินตรวจตรารอบค่ายอย่างเชื่องช้า ผิดวิสัยทหารเตรียมศึก นั่นเป็นเพราะฤทธิ์ของผงรากยางที่บัวแก้วผสมลงในอาหาร ทำให้ทั่วทั้งค่ายเริ่มตกอยู่ในความสะลึมสะลือ ที่หน้ากระโจมเสบียงด้านทิศประจิม เงาดำสามร่างเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวดิ่งพยัคฆ์ พวกมันแต่งกายด้วยชุดดำสนิทและสวมหมวกผ้าคลุมหน้าอำพรางใบหน้า มือถือมีดสั้นอาบยาพิษ ปลายทางคือการลอบเข้าไปตัดเชือกค้ำยันกระโจมและจุดไฟเผาคลังอาวุธ เงาดำทั้งสามลอบผ่านแนวรั้วไม้ไผ่เข้ามาได้อย่างง่ายดายอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมีคนเปิดประตูต้อนรับพวกมันไว้ล่วงหน้า หมื่นราชภักดี ซึ่งแอบย่องตามออกมาจากเงาไม้ ส่งสัญญาณมือให้พวกมันแยกย้ายกันปฏิบัติการ หนึ่งในมือสังหารเงาแอบย่องเข้าไปใกล้กระโจมเสบียง มันเงื้อมีดสั้นขึ้นหมายจะแทงทะลุผ้าใบกระโจมเพื่อตรวจสอบว่ามีคนอยู่ข้างในหรือไม่ ทว่า— *แกร๊ก!* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มือสังหารสะดุ้งสุดตัว หมุนตัวกลับด้วยสัญชาตญาณนักฆ่า ทว่าสิ่งแรกที่มันเห็นคือปลายดาบคมกริบที่จ่ออยู่ตรงลำคอหอยพอดี "ย่องเบาในยามวิกาลเช่นนี้... ฝีมือไม่เลวเลยนี่ครับ" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากความมืด ทัพก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้กระโจม ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มนิ่งสนิทไร้ความกลัว ดวงตาคมกริบจ้องมองมือสังหารผู้นั้นราวกับพญาอินทรีย์มองเหยื่อในกรง มือสังหารอีกสองคนพยายามจะพุ่งเข้ามาช่วย แต่รอบตัวพวกมันกลับมีเสียงดังกริ๊กลั่น ทหารรักษาพระองค์นับสิบนายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้กองฟางและหลังกองกระสอบข้าวสาร ต่างลุกขึ้นพร้อมกับหน้าไม้ที่ขึ้นคันศรเล็งตรงมาที่พวกมันอย่างไร้ช่องทางหนี หมื่นราชภักดีที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ริมรั้วพยายามจะวิ่งหนี แต่ถูกทหารม้าสองนายเข้าประกบล็อกตัวกดลงกับพื้นดินโคลนอย่างไม่ใยดี "เจ้า... รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่?" มือสังหารคนแรกเอ่ยเสียงสั่น เผยให้เห็นสำเนียงภาษาพูดที่แปลกเพี้ยน ชัดเจนว่าเป็นทหารรับจ้างชาวต่างชาติจากฝั่งอังวะ ทัพก้าวเข้าไปใกล้ แววตาเยือกเย็น "ข้ารู้ตั้งแต่วันแรกที่คนของพระเจ้าสุริวงศ์ส่งเจ้าเข้ามาเหยียบแผ่นดินนี้แล้ว... สงครามไม่ได้วัดกันที่ใครมีกำลังพลมากกว่าเสมอไปหรอกครับ แต่มวัดกันที่ใครมี 'สติ' มากกว่าต่างหาก" ทัพสะบัดดาบในมือเตรียมจะจับกุมตัวทั้งหมดเพื่อเค้นหาข่าวสารครั้งใหญ่ ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง— จู่ๆ ธนูเพลิงดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศยามค่ำคืนปักลงตรงกลางลานดินระหว่างทัพและกลุ่มมือสังหาร เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับกลุ่มควันสีเขียวพวยพุ่งขึ้นบดบังทัศนียภาพจนมองไม่เห็นสิ่งใด และก่อนที่ทัพจะทันได้สั่งการ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอันคุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัวก็ดังแทรกสายลมหนาวมาจากนอกรั้วค่าย *“เจ้าฉลาดมาก... ออกญาเสนาภิมุข แต่น่าเสียดาย ที่เบี้ยตัวนี้... ข้าไม่ได้มีแค่ตัวเดียว”* ---------------------------------------- (ขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางฝ่าสมรภูมิเลือดนี้ไปด้วยกันนะครับ - พงศาวดารมีชีวิต)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%