"เกวียนขนเสบียงสามส่มเล่มสุดท้ายติดหล่มโคลนตมริมฝั่งแม่น้ำน่าน น้ำในลำน้ำขุ่นข้นส่งกลิ่นคาวดินโคลนและซากพืชเน่าเสีย บ่งบอกถึงความแปรปรวนของธรรมชาติที่โหดร้ายไม่แพ้คมดาบของข้าศึก"
ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ยืนกอดอกนิ่งอยู่บนหลังม้าสีหมอก ตัวเขายังคงสวมเกราะอ่อนที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือดแห้งกรัง ดวงตาคมกริบกวาดมองกองคาราวานทหารที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลแรมเดือน ความแห้งแล้งของแผ่นดินภาคกลางถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง บัดนี้เบื้องหน้าคือความเขียวชะอุ่มของป่าดิบชื้นแห่งหัวเมืองเหนือ แต่อย่าได้วางใจเชียว เพราะความอุดมสมบูรณ์มักซ่อนภัยอันตรายที่คาดไม่ถึงไว้เสมอ
"ท่านออกญา... เสบียงข้าวสารที่เราขนมา เหลือแจกจ่ายให้ไพร่พลได้อีกไม่ถึงสัปดาห์ หากเรายังดึงดันเดินทางผ่านเส้นทางหลวงสายหลัก เกรงว่ากองลาดตระเวนของฝ่ายพระเจ้าสุริวงศ์คงดักซุ่มโจมตีพวกเราเสียก่อน" เสียงของหมื่น The ทหารคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ
ทัพยังไม่ทันเอ่ยปากตอบ ทันใดนั้น เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งปักเข้ากับลำไม้ไผ่ห่างจากหัวม้าของเขาไม่ถึงคืบ ขนนกสีแดงสดที่ปลายลูกธนูสั่นระริก ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ไพร่พลนับร้อยนายชักดาบออกจากฝักพร้อมกันโดยอัตโนมัติ เสียงโลหะกระทบกันดังระงม ทัพยกมือขึ้นห้ามปรามความตื่นตระหนกของลูกน้องด้วยท่าทีเยือกเย็น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า ซึ่งมีเงาร่างของใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ
"ผู้ใดซ่อนอยู่ ออกมา!" ทัพตะโกนก้อง น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วราวป่า
จากความมืดครึ้มของร่มไม้ เงาร่างโปร่งระหงในชุดผ้าฝ้ายย้อมครามเข้มก้าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัว มือข้างหนึ่งถือคันธนูสั้น อีกมือเหน็บมีดหมอเล่มยาวไว้ที่เอว เส้นผมยาวถูกรวบเก็บไว้อย่างทะมัดทะแมง ใบหน้านั้นคมคายตามแบบฉบับหญิงสาวชาวเหนือ ดวงตากลมโตฉายแววเฉลียวฉลาดและดุดันในเวลาเดียวกัน นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อทหารนับร้อยที่รายล้อมแม้แต่น้อย
"หากพวกท่านยังดุ่มๆ เดินหน้าต่อด้วยความโง่เขลาเช่นนี้ อีกไม่ถึงสามวันหัวกบาลของพวกท่านคงประดับอยู่บนหลาวของกองทัพพระเจ้าสุริวงศ์ที่ค่ายปากพิง" เสียงใสแต่กังวานเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า
ทัพหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า ประเมินจากเครื่องแต่งกายและท่าที นางมิใช่ชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ "เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาขวางทางกองทัพหลวง"
"ข้าคือผู้ที่จะช่วยให้พวกท่านรอดชีวิต หรือไม่... ก็เป็นผู้ที่จะฝังพวกท่านไว้ที่นี่" แม่หญิงบัวแก้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปาก "ข้าคือบัวแก้ว ธิดาเจ้าเมืองพิษณุโลก และเส้นทางที่พวกท่านกำลังจะเดินผ่านเพื่อไปขอเสบียง... บัดนี้ถูกฝ่ายศัตรูกวาดต้อนจนเกลี้ยงเกลาแล้ว"
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกลุ่มทหาร หมื่นแก้วอ้าปากค้าง ส่วนทัพยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้ได้ แม้ในใจจะเริ่มคำนวณสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็วนี้
"เจ้ามีเหตุผลอันใดจึงมาดักรอพวกเราที่นี่?" ทัพควบม้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายความเป็นแม่ทัพแผ่ซ่านจนบัวแก้วต้องชะงักไปชั่วขณะ แต่นางก็ยังคงสบตาเขาตรงๆ ไม่มีหลบ
"เพราะข้าต้องการพันธมิตร" บัวแก้วก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงกลัวคมดาบ "พระเจ้าสุริวงศ์ส่งคนมาบีบบังคับให้พ่อของข้าสวามิภักดิ์ เมืองเหนือของเรากำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หากท่านต้องการเสบียงและกำลังพลห้าพันนายเพื่อกู้บัลลังก์อยุธยา ท่านต้องช่วยเราขับไล่กองกำลังสอดแนมของมันออกไปจากป่าลึกเสียก่อน... และมีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้เส้นทางลับที่ปลอดภัยที่สุด"
ทัพเงียบไปอึดใจหนึ่ง สมองของแม่ทัพหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขากำบังเหียนในมือแน่น ภาพความทรงจำอันเลวร้ายจากการสูญเสียครอบครัวในสงครามครั้งก่อนผุดขึ้นมาเตือนสติ ความแค้นในอดีตทำให้เขาไม่อาจไว้ใจใครง่ายๆ แต่สถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องเลือก
"ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร ว่านี่ไม่ใช่กับดักของพระเจ้าสุริวงศ์?" ทัพเอ่ยถาม น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่ากลัว
บัวแก้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางหยิบแผนที่หนังวัวเก่าแก่แผ่นหนึ่งออกจากย่ามสะพายแล้วโยนมันมาให้ทัพ ซึ่งเขารับไว้ได้อย่างแม่นยำด้วยมือเดียว
"ท่านไม่มีทางเลือกอื่นหรอก ออกญาเสนาภิมุข" บัวแก้วสบตาเขาอย่างท้าทาย "ติดตามข้ามา... หรือไม่ก็รอความตายอยู่ตรงนี้"
นางหันหลังกลับเตรียมจะเดินหายลับไปในพงไพร ทัพมองแผนที่ในมือสลับกับแผ่นหลังของหญิงสาว ก่อนจะตัดสินใจกระชับบังเหียนม้า
"ตามนางไป!" ทัพออกคำสั่งเฉียบขาด
กองคาราวานเคลื่อนพลตามเงาร่างของแม่หญิงบัวแก้วลึกลงไปในป่าทึบเรื่อยๆ ทัศนวิสัยเริ่มมืดลงเมื่อร่มไม้หนาทึบ Block แสงอาทิตย์จนแทบมองไม่เห็นทาง ทัพควบม้าเคียงข้างนาง พร้อมกับตั้งคำถามในใจถึงความลับที่นางกุมไว้
ทว่า เดินลึกเข้ามาได้ราวหนึ่งชั่วยาม แม่หญิงบัวแก้วก็หยุดชะงักกะทันหัน นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้กองทัพหยุดนิ่ง ทิศาสนียภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นซากปรักหักพังของโบราณสถานเก่าแก่ที่ถูกกลืนกินด้วยรากไม้ใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้ทัพต้องชักดาบออกจากฝักทันที มิใช่ความน่ากลัวของสถานที่
หากแต่เป็นศพของทหารลาดตระเวนอยุธยาหลายนายที่ถูกเสียบประจานไว้รอบบริเวณ เลือดยังคงหยดติ๋งลงบนพื้นดิน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ธนูที่ปักอยู่ตามลำตัวศพ... เป็นศนูของทหารฝ่ายเหนือเอง!
บัวแก้วหันขวับกลับมามองทัพ สีหน้าของนางซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกที่ปิดไม่มิด
"ไม่ใช่แค่กองกำลังสอดแนม..." บัวแก้วกระซิบเสียงสั่น เท้าของนางก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "มีคนหักหลังพวกเรา... พ่อของข้าถูกจับตัวไปแล้ว!"
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมหศาลก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทุกทิศทุกทาง ล้อมรอบซากโบราณสถานแห่งนี้ไว้หมดสิ้น ลูกไฟนับร้อยถูกจุดขึ้นและพุ่งแหวกอากาศเข้ามาในความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยดังสะท้อนก้องป่า
"ยินดีต้อนรับสู่อุ้มผาง... ออกญาเสนาภิมุข และองค์หญิงผู้ทรยศ"
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไป1ด้วยกันนะครับ
พงศาวดารมีชีวิต
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 4
พันธมิตรแดนเหนือ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!