โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 3

กลยุทธ์กองโจร

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ควันไฟจากกองเสบียงหลวงที่มอดดับไปเมื่อค่ำวานนี้... บัดนี้กลับพวยพุ่งขึ้นมาท้าทายสายตาข้าอีกรอบแล้วขอรับ ใต้ฝ่าธุลีพระบาท" เสียงรายงานจากนายกองทหารม้าหน่วยลาดตระเวนสั่นเครือเล็กน้อย ขณะคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลับพลาสนามชั่วคราวของพระเจ้าสุริวงศ์ กษัตริย์แห่งอังวะผู้ทรงเรืองอำนาจ พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดพระเนตรมองกลุ่มควันสีดำทะมฬที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแนวป่าไผ่เบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ ไม่มีร่องรอยของความเกรี้ยวกราด มีเพียงรอยย่นบนพระนลาฏที่ลึกขึ้นตามกาลเวลาและพิษสงคราม สามวันที่ผ่านมา กกองทัพหลวงของอังวะเคลื่อนพลมาถึงเขตชายแดนอยุธยาด้วยความฮึกเหิม ทว่าพวกเขากลับมิได้เผชิญหน้ากับการปะทะซึ่งหน้าอันสมศักดิ์ศรีของกองทัพใหญ่ ไพร่พลนับหมื่นกลับต้องเผชิญกับเงาดำปริศนาที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งภูตผี คอยลอบปลิดชีพพลนำสาร ดักซุ่มโจมตีเกวียนขนอาวุธ และจุดไฟเผาคลังข้าวของหลวงทีละจุด สองจุด ราวกับจงใจหยิบยามหาสมุทรทีละหยดเพื่อกะเทาะความมั่น "พวกมันมีกันสักกี่คนกันเชียว นายกอง..." พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนผู้ฟังต้องก้มหน้าชิดพื้น "ทัพหลวงของข้ามีไพร่พลแสนแปด หมื่นเกวียนเสบียงเนืองแน่นจรดขอบฟ้า ไฉนจึงปล่อยให้โจรป่าหยิบมือเดียว วิ่งเล่นเผาผลาญเสบียงข้าเล่นราวกับเดินชมสวนหลวงเล่า" "ทูล... ทูลพระองค์ ข่าวกรองล่าสุดแจ้งว่า แม่ทัพฝ่ายนั้นคือ ออกญาเสนาภิมุข... ขุนศึกหนุ่มที่รอดชีวิตจากสมรภูมิปีกขวาเมื่อปีก่อน มันใช้กำลังทหารกองโจรขนาดเล็ก แยกย้ายเป็นกลุ่มย่อยสิบถึงยี่สิบคน อาศัยความคุ้นเคยภูมิประเทศ ป่ารกทึบ และเครือข่ายราษฎรในท้องถิ่นคอยให้เบาะแส พวกมันไม่ปะทะแตกหัก ตีแล้วถอย ฉวยโอกาสยามพลบค่ำและยามรุ่งสางที่ทหารเราอ่อนล้าพ่ะย่ะค่ะ" พระเจ้าสุริวงศ์ทรงแค้นพระoสรวลเบาๆ ในพระura พระหัตถ์หนาทรงหมุนแหวนหยกโบราณบนนิ้วชี้อย่างใช้ความคิด "เสนาภิมุข... ชายหนุ่มผู้มีดวงตานิ่งสนิทราวกับบ่อน้ำไร้ก้นสินะ" พระองค์รำพึง "น่าสนใจ เสียดายที่มันเลือกอยู่ผิดฝ่าย มิฉะนั้น ข้าคงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่คู่พระbahuแล้ว... สั่งการลงไป ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ให้ใช้เกวียนลวงขนเสบียงปลอมล่อพวกมันออกมา และส่งหน่วยสอดแนมฝีมือดีที่สุดตามรอยควันไฟไปให้ถึงรังของมันให้จงได้" *** ลึกลงไปในผืนป่าดิบชื้นห่างจากค่ายหลวงอังวะราวสามโยชน์ ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ครึ้ม เสียงน้ำไหลจากลำธารธรรมชาติช่วยกลบเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ถูกผูกไว้ในที่ลับตา ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดินชื้นแฉะ แผนที่หนังวัวที่เขียนด้วยหมึกจีนถูกกางออกบนขอนไม้ใหญ่ แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้สาดกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าและคราบเขม่าควัน ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังจุดพิกัดต่างๆ ที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยกากบาทสีแดง ซึ่งหมายถึง "เป้าหมาย" ที่เพิ่งถูกทำลายไปเมื่อคืน "ท่านทัพ บาดแผลที่หัวไหล่ของท่านเริ่มปริอีกแล้วนะเจ้าคะ" เสียงหวานทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นผ้าชุบน้ำสมุนไพรส่งให้ แม่หญิงบัวแก้วนั่งยองๆ อยู่ไม่ไกล นางกำลังง่วนอยู่กับการคัดแยกรากไม้หอมและตัวยาห้ามเลือดสำหรับแจกจ่ายให้ทหารกองโจรที่ได้รับบาดเจ็บ แม้เสื้อผ้าของนางจะเปรอะเปื้อนโคลนและกลิ่นคาวเลือด แต่แววตาของนางกลับฉายความเด็ดเดี่ยวและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ทัพรับผ้ามาเช็ดคราบเหงื่อไคลบนใบหน้า ชายหนุ่มถอนหายใจยาวนานโดยไม่เอ่ยคำใด บาดแผลจากดาบเมื่อคราวก่อนยังไม่ทันสมานดี เขาก็ต้องนำทหารออกปล้นชิงเสบียงอีกรอบ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจ—ภาพความทรงจำวันที่กองทัพอังวะบุกเผาเมืองและพรากครอบครัวไปต่อหน้าต่อตา ยังคงหลอนหลอกเขาในยามหลับตาเสมอ "ข้าไม่เป็นไรแม่หญิง... ขอบใจเจ้ามาก" ทัพตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แหบพร่า "เสบียงที่เราปล้นมาได้เมื่อคืน กระจายให้ชาวบ้านที่อดอยากหรือยัง?" "เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ ชาวบ้านต่างพากันอวยพรให้ท่านและพวกเราปลอดภัย แต่... ท่านก็รู้ว่านี่เป็นเพียงการซื้อเวลา กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์ใหญ่โตเกินกว่าที่เราจะตัดกำลังด้วยวิธีนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง ยิ่งเราสร้างความปั่นป่วนมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งส่งกองกำลังทหารม้าเข้ามาปิดล้อมวงล้อมให้แคบลงเรื่อยๆ" บัวแก้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานั้นจริงจังและเฉียบคม "ท่านกำลังรออะไรอยู่หรือเจ้าคะ? หรือท่านมีแผนการอื่นที่ยังไม่ได้บอกพวกเรา" ทัพเงียบไปชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนแผนที่ตรงจุดที่เป็น "หุบเขาผีร้อง" หุบเขาลึกที่มีทางเข้าออกทางเดียวและมีหน้าผาสูงชันล้อมรอบ "ข้าไม่ได้รอเวลาแม่หญิง... แต่ข้ากำลังรอให้ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด" ทัพมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเย็นเยียบของนักวางแผนผู้มองการณ์ไกล "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงคิดว่าเราเป็นเพียงโจรป่าลอบกัด พระองค์ย่อมส่งกองกำลังลาดตระเวนและหน่วยไล่ล่าที่เก่งที่สุดมาถอนรากถอนโคนเรา และนั่นแหละ... คือโอกาสที่เราจะใช้ภูมิประเทศของหุบเขาผีร้อง ฝังกลบกองกำลังเหล่านั้นให้ราบคาบในคราวเดียว" "แต่มันเสี่ยงเกินไปเจ้าค่ะ!" บัวแก้วท้วงทันควัน น้ำเสียงของนางเจือความร้อนรน "ถ้าพวกมันไหวตัวทันและใช้กำลังพลหลักโอบล้อมท่านไว้ในหุบเขา ทัพของเราที่มีเพียงหยิบมือจะกลายเป็นปลาในอ่างทันที ท่านเอาชีวิตของคนนับร้อยมาเดิมพันกับการพนันครั้งนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ!" ทัพเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคมกริบสורลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหญิงสาว เขาไม่ได้โกรธเคืองคำท้วงติงนั้น ตรงกันข้าม เขากลับสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่บริสุทธิ์ ทัพขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายความเป็นผู้นำและความเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนบัวแก้วต้องนิ่งงัน "ถ้าข้าไม่เดิมพัน... อยุธยาก็จะเหลือเพียงชื่อในประวัติศาสตร์ แม่หญิง" ทัพเอ่ยเสียงต่ำแต่มั่นคง "ความตายมิใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวคือการมีชีวิตอยู่โดยเห็นแผ่นดินบ้านเกิดถูกย่ำยีโดยไม่ทำอะไรเลย หากข้าต้องตายในหุบเขานั้น อย่างน้อยเลือดของข้าก็จะได้ซึมซับลงบนแผ่นดินนี้ มิใช่บนพื้นดินอังวะ" บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงนกป่าร้องก้องไกล บัวแก้วเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจชายหนุ่มผู้นี้ได้ ชายผู้มีดวงตาที่แบกรับภาระของคนทั้งแผ่นดินไว้บนบ่าเพียงลำพัง "ถ้าเช่นนั้น..." นางสูดหายใจเข้าลึก, พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น "ข้าจะจัดเตรียมยาและเครื่องมือแพทย์สนามให้พร้อมที่สุด ไม่ว่าท่านจะเดินไปที่ใด ข้าจะอยู่เบื้องหลังท่านเสมอ" ทัพพยักหน้ารับช้าๆ แววตาอ่อนลงวูบหนึ่ง ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เมื่อเสียงฝีเท้าของม้าศึกตัวหนึ่งดังขึ้นแว่วๆ จากระยะไกล ทหารยามที่ซุ่มอยู่บนต้นไม้ใหญ่โยนสัญญาณเตือนลงมา—กิ่งไม้หักสามครั้งติดกัน นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด... ศัตรูมาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด! ทัพรีบม้วนแผนที่หนังวัวเก็บเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าดาบประจำกายขึ้นมาคาดเอว ท Cดึงหน้ากากผ้าขึ้นปิดบังใบครึ่งบน เหลือเพียงดวงตาคมกริบที่เปล่งประกายความดุดัน "แม่หญิง... ไปหลบที่เพิงผาหลังลำธาร อย่าส่งเสียงเด็ดขาด" ทัพสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดไร้ความลังเล "แล้วท่านล่ะเจ้าคะ?" "ข้าจะไปต้อนรับแขกผู้ไม่invited เสียหน่อย..." ทัพก้าวเท้าหายเข้าไปในแนวป่ารกทึบอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้บัวแก้วมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความระทึกใจ นางยกมือขึ้นกุมสร้อยพระที่คอแน่น ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ที่ปากทางเข้าหุบเขาผีร้อง ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งโยชน์ กองทหารม้าลาดตระเวนของอังวะนับร้อยนายกำลังควบม้าเข้ามาด้วยความระแวดระวัง หัวหน้าหน่วยทหารม้าเป็นนายกองร่างใหญ่ ไว้หนวดเคราดกหนา ดวงตากวาดมองไปรอบตัวด้วยความเหยียดหยาม มันคิดว่าพวกอยุธยาก็เป็นได้แค่สุนัขลอบกัดที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ "ระวังตัวไว้! ท่านแม่ทัพสั่งมาว่าให้จับเป็นหัวหน้าโจรพวกนั้นให้ได้ ใครขัดขืนฆ่าได้ทันที!" นายกองอังวะตะโกนสั่งลูกน้องเสียงดังลั่นป่า ทว่า... ทันทีที่ม้าตัวหน้าสุดก้าวพ้นแนวพุ่มไม้ทึบเข้าสู่เขตพื้นราบของหุบเขา เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น "แกร๊ก!" เชือกเส้นมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้แห้งถูกดึงขาดสะบั้น! ครืนนนนน! ท่อนซุงขนาดใหญ่สี่ท่อนที่ถูกผูกมัดไว้ด้วยเถาวัลย์เหล็ก พุ่งทะยานลงมาจากยอดหน้าผาสองฝั่งด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าแลบ บดขยี้แถวทหารม้าอังวะจนแตกกระเจิง เสียงร้องโหยหวนของทั้งคนและม้าดังระงมไปทั่วหุบเขา ฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทาง นายกองอังวะหน้าถอดสี มันพยายามบังคับม้าให้ถอยหลัง แต่ทว่า... เส้นทางด้านหลังกลับถูกปิดตายด้วยกองหินขนาดมหึมาที่กลิ้งลงมาปิดปากถ้ำเรียบร้อยแล้ว จากยอดหน้าผาสูงชันเหนือศีรษะ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบค่อยๆ ก้าวออกมาปรากฏกาย ทัพยืนอยู่บนชะง่อนผา สูงเด่นเป็นสง่า มือขวาถือธนูคันใหญ่ที่ขึ้นสายตึงเปรี๊ยะ ปลายลูกศรอาบยาพิษสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ ทัพกวาดสายตามองความโกลาหลเบื้องล่างด้วยความเยือกเย็น ก่อนจะง้างสายธนูสุดแรงและปล่อยออกไปปักเข้าที่อกของนายกองอังวะอย่างแม่นยำ ร่างนั้นร่วงหล่นจากหลังม้าลงกระแทกพื้นดินแน่นิ่งทันที ความเงียบสงัดชั่วขณะเข้าปกคลุมหุบเขา ก่อนที่ทัพจะเอ่ยประโยคคำสั่งที่ก้องกังวานลงมา ทำลายขวัญกำลังใจที่เหลืออยู่ของทหารอังวะจนหมดสิ้น "ยินดีต้อนรับสู่หลุมศพของพวกเจ้า... ลงมือ!" --- ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันนองเลือดและเข้มข้นนี้ด้วยกันครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%