โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 2

ค่ายหลวงริมฝั่งน้ำ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ประตูเมืองบานนั้นไม่ได้ถูกเปิดด้วยศ้างศึก หากแต่เปิดด้วยกุญแจทองคำที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ตั่งเสนาบดี... ออกญาเสนาภิมุข ท่านยังเชื่อมั่นในความจงรักภักดีของแผ่นดินนี้อยู่อีกหรือ?" เสียงทุ้มต่ำของพระเจ้าสุริวงศ์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของ *ทัพ* แม้ว่าเงาร่างของกษัตริย์ต่างแคว้นผู้นั้นจะเลือนหายไปจากความทรงจำอันรีบเร่งของการถอยทัพแล้วก็ตาม กลิ่นควันไฟจากซากปรักหักพังของพระนครยังคงลอยอวลมาตามกระแสลมปะปนกับกลิ่นคาวเลือด แม่น้ำเจ้าพระยายามนี้ไม่ได้สะท้อนภาพระยิบระยับของแสงดาว หากแต่ถูกย้อมให้กลายเป็นสีสนิมเหล็กจากคราบโลหิตของไพร่พลนับพันที่ไหลรินลงสู่สายน้ำ ทัพม้าหน้าและกองทหารราบที่เหลือรอดจากการโอบล้อมต่างเร่งฝีเท้าถอยร่นมารวมพล ณ *ค่ายหลวงริมฝั่งน้ำ* พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกรายล้อมด้วยแนวป่าไผ่ทึบและคูน้ำธรรมชาติ ซึ่งทัพได้สั่งการให้ขุดเสริมความแข็งแกร่งตั้งแต่ยามวิกาล เสียงเครื่องมือตอกเสาเข็มและเสียงคำรามสั่งการของนายกองดังประสานกันระงมท่ามกลางความมืดมิด ทัพยืนนิ่งอยู่บนหอคอยบัญชาการชั่วคราวริมตลิ่ง สายตาคมกริบมองทอดไปยังผืนน้ำกว้างใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกราก ใบหน้าคมคายของเขาอาบไล้ด้วยแสงคบเพลิงที่วูบไหว สะท้อนร่องรอยความเหนื่อยล้าและความคิดอันหนักอึ้งในสมอง "ท่านออกญา... บาดแผลของไพร่พลนับร้อยที่ลำเลียงมาทางเรือเริ่มลุกลามแล้วเจ้าค่ะ ยาหม้อต้มที่เราเตรียมไว้ไม่พอสำหรับผู้ป่วยไข้ป่าและทหารที่ถูกพิษจากลูกศรอาบยา" เสียงหวานเจือความเคร่งเครียดดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ *แม่หญิงบัวแก้ว* ธิดาเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือ นางเดินก้าวขึ้นมาบนหอคอยด้วยก้าวที่มั่นคง แม้ชุดไทยสไบเฉียงจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและโคลนตม แต่นัยน์ตาคู่คมของนางกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษ ในมือของนางถือม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์และรายชื่อหัวเมืองที่ขาดการติดต่อ ทัพละสายตาจากแม่น้ำ หันมามองสตรีตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่นุ่มนวลตามวิสัยสุภาพบุรุษ "ลำบากแม่หญิงแล้ว... การแพทย์สนามในยามวิกฤตเช่นนี้ ฝากท่านช่วยดูแลอย่างเต็มกำลังเถิด เสบียงยาจากคลังหลวงที่เราขนออกมาได้ แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็น่าจะพอประคับประคองไปได้อีกสักเจ็ดวัน" "เจ็ดวัน?" บัวแก้วทวนคำ เสียงของนางแฝงความขมขื่นจางๆ "แล้วหลังจากเจ็ดวันเล่าเจ้าคะ? ทหารนับหมื่นที่กระจัดกระจายตามหัวเมืองรายทางยังมิได้มารวมพล ข่าวคราวจากหัวเมืองฝ่ายเหนือก็ขาดหาย ราวกับว่ามีใครบางคนจงใจตัดเส้นทางลำเลียงข่าวของเรา" ทัพเงียบไปชั่วขณะ นิ้วเรียวหนากำดาบประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความจริงข้อนี้เขารู้ดีเสียยิ่งกว่าใคร การที่ประตูเมืองชั้นในถูกเปิดจากข้างใน ไม่เพียงแต่ทำลายยุทธศาสตร์การตั้งรับ แต่ยังทำลาย 'ความไว้วางใจ' ระหว่างแม่ทัพและขุนนางที่เหลือรอด "ข้าถึงต้องดึงพวกเขากลับมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้" ทัพกล่าวลอดไรฟัน สายตาทอดมองไปยังกองไฟนับร้อยดวงที่ริบหรี่ตามแนวค่าย "หากเราแตกกระซ่านกระซาย เราจะตกเป็นเหยื่อทีละชิ้นของพระเจ้าสุริวงศ์ แต่ถ้าเรากุมกำลังทั้งหมดไว้ที่ริมฝั่งน้ำนี้... เราจะเปลี่ยนแม่น้ำสายนี้ให้กลายเป็นสุสานของกองทัพพม่า" "ท่านมั่นใจเพียงใดว่า แม่ทัพนายกองจากหัวเมืองต่างๆ ที่กำลังเดินทางมาสมทบ จะยังภักดีต่อราชบัลลังก์ที่ไร้เงากษัตริย์ประทับอยู่?" บัวแก้วยิงคำถามที่จี้ใจดำที่สุด นางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นอายความเคร่งเครียดรอบตัว "ในยามที่แผ่นดินเพลี่ยงพล้ำ สุนัขป่ามักเลือกข้างที่ให้เนื้อชิ้นใหญ่กว่า... ท่านก็รู้ดีว่าขุนนางหลายคนในสภา-กลาโหมแอบติดต่อกับทางอังวะมานานแล้ว" ทัพหันมาสบตากับนาง แววตาของเขาไหววับชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในสงครามครั้งก่อนที่สูญเสียทั้งบิดาและน้องชายเพราะการหักหลังของคนใกล้ตัวผุดวาบขึ้นมาในความทรงจำ มันคือแผลเป็นในใจที่ไม่เคยจางหาย แต่บนบ่าของเขายามนี้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะลังเล "ความภักดีไม่ได้สร้างด้วยคำสัญญา แม่หญิงบัวแก้ว..." ทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำยามไร้ลม "แต่มันสร้างด้วยปลายดาบและผลลัพธ์... ใครที่คิดทรยศแผ่นดินในยามวิกฤตนี้ ดาบในมือของข้าจักเป็นผู้พิพากษาพวกมันเอง" บรรยากาศบนหอคอยเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไผ่และเสียงน้ำซัดฝั่งที่ดังเป็นระยะ บัวแก้วมองหน้าแม่ทัพหนุ่ม นัยน์ตาของนางฉายแววความทึ่งระคนเป็นห่วง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว แต่เขากลับเลือกที่จะยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพัง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากบันไดหอคอย *หมื่นThep* รองแม่ทัพคู่ใจก้าวขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด เหงื่อกาฬไหลโทรมใบหน้า แม้ในยามค่ำคืนที่อากาศเย็นเยียบ "ท่านออกญา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" หมื่นเทพละล่ำละลักรายงาน "กองลาดตระเวนของเราที่ส่งไปรับเสบียงและกำลังพลจากเมืองลพบุรี... พบขบวนเกวียนรบมาถึงชายป่าด้านเหนือแล้ว แต่..." ทัพขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย "แต่กระไร? ไพร่พลไม่ครบหรือ?" "เปล่าเลยขอรับ..." หมื่นเทพกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พวกเขานำขบวนมาเต็มอัตราศึก แต่ธงที่ปักนำหน้าขบวน... มิใช่ธงราชสีห์ของเราขอรับท่าน แต่มันคือธงตราครุฑทองคำของ *เจ้าพระยามหาเสนา* ผู้หายสาบสูญไปตั้งแต่คืนที่กำแพงเมืองแตก!" ทัพชะงักไป นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตระหนักรู้สายฟ้าแลบพุ่งวาบเข้ามาในสมอง เจ้าพระยามหาเสนา ขุนนางผู้กุมอำนาจคลังและกำลังพลฝ่ายใน ผู้ซึ่งควรจะหายสาบสูญหรือสิ้นชีพไปในกองเพลิง กลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกองกำลังเต็มอัตรา ณ ชายป่าเหนือค่ายหลวงในยามวิกาลเช่นนี้! ก่อนที่ทัพจะได้เอ่ยคำสั่งใดๆ เสียงเป่าเขาสัตว์ดังกึกก้องมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ตามด้วยเสียงฝีเท้าของทหารยามที่วิ่งวุ่นวายอย่างไร้ระเบียบ และท่ามกลางความโกลาหลนั้น เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ก้าวออกมาจากความมืดของแนวป่าไผ่ โดยมีทหารรอมชอมรายล้อมนับร้อยชีวิต "ไม่ต้องตกใจไปหรอก... ท่านแม่ทัพทัพ" เสียงหัวเราะแหบแห้งแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องล่าง "ข้าเพียงแต่นำกำลังพลที่เหลือรอดมา 'ช่วย' ท่านกู้แผ่นดิน... ตามคำสั่งของพระเจ้าสุริวงศ์ต่างหากล่ะ" พงศาวดารมีชีวิตขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันนองเลือดและเข้มข้นนี้ด้วยกันครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%