โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 1

เงาเพลิงเหนือพระนคร

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยมาตามกระแสลมเหนือ ไม่ได้ทำให้ "ออกญาเสนาภิมุข" รู้สึกสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ทัพ ในชุดเกราะเหล็กกล้าสีดำสนิทไร้ลวดลายประดับ ประทับยืนนิ่งสนิทอยู่บนเชิงเทินป้อมปราการทิศเหนือของพระนครศรีอยุธยา แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงสะท้อนกับดวงตาคู่คมที่นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามวิกาล เบื้องล่างคือความโกลาหลที่กำลังกัดกินรากฐานของแผ่นดิน เสียงฝีเท้าของพลทหารวิ่งพลุกพล่าน เสียงเหล็กกระทบกัน เสียงตะโกนสั่งการ และเสียงร่ำไห้ระงมของราษฎรที่ถูกปลุกให้ตื่นจากความฝันอันสงบสุข ล้วนเป็นดนตรีมรณะที่ประกาศชัดเจนว่า... ราตรีนี้ไม่มีรุ่งอรุณสำหรับพวกเราอีกต่อไปแล้ว "พวกมันประชิดคูเมืองด้านนอกแล้วครับท่าน ออกญา" เสียงรายงานจากนายกองย่อยดังขึ้นใกล้ ๆ น้ำเสียงเจือความหวาดหวั่นจนสั่นเครือ แต่ออกญาเสนาภิมุขยังคงไม่หันกลับไปมอง เขายังคงทอดสายตาไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า ท้องทุ่งนากว้างใหญ่ที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ บัดนี้ถูกย้อมให้กลายเป็นทะเลเพลิงสีส้มฉาน แสงไฟจากกองทัพนับหมื่นของฝ่ายศัตรูแผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตา ราวกับฝูงอสูรกายร้ายที่กำลังอ้าปากรอเขมือบราชธานีอันเก่าแก่แห่งนี้ ทัพสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของดินปืนและควันไฟบาดลึกเข้าไปในทรวงอก ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนแวบเข้ามาในห้วงคำนึง รอยแผลเป็นที่พาดผ่านแผ่นหลังและภาพครอบครัวที่ถูกไฟสงครามเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา มันเพียงแต่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้เกราะเหล็กหนา และในยามนี้... ไฟแค้นนั้นกำลังถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้งด้วยมือของกษัตริย์ศัตรูผู้นั้น พระเจ้าสุริวงศ์ "ให้พลธนูประจำการตามแนวสันกำแพงทั้งหมด อย่าเพิ่งยิงจนกว่าข้าจะให้สัญญาณ" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเล "และสั่งกองทหารม้าลาดตระเวนปิดประตูเมืองชั้นในให้แน่นหนา หากมีผู้ใดฝ่าฝืนตื่นตระหนกจนสร้างความปั่นป่วน... ตัดหัวเสียบประจานหน้าค่ายได้ทันที" "รับ... รับทราบครับท่าน!" นายกองหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะรีบวิ่งหายไปในความมืดเพื่อถ่าย ทัพยกมือขึ้นสัมผัสด้ามดาบคาตานะโบราณที่เหน็บอยู่ข้างกาย มันเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ต่างหน้าบิดา ความเย็นเฉียบของเหล็กกล้าช่วยดึงสติให้เขากลับมาสู่ความเป็นจริง ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม และหน้าที่ในการปกป้องผู้คนนับแสนชีวิตในกำแพงเมืองนี้ อยู่บนบ่าของแม่ทัพหนุ่มผู้โดดเดี่ยวอย่างเขา ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม ฝีเท้าเบาหวิวแต่หนักแน่นคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง หญิงสาวในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงสำหรับออกศึก บนบ่าพาดสะพายย่ามผ้าใบใส่สมุนไพรและเครื่องมือแพทย์สนาม กลิ่นหอมจาง ๆ ของใบเตยและพิมเสนโชยตัดกับกลิ่นคาวเลือดรอบตัว "เจ้าไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ แม่หญิงบัวแก้ว" ทัพเอ่ยโดยไม่หันกลับไปมอง "แนวหน้าไม่ใช่ที่สำหรับผู้หญิง ต่อให้เจ้าจะเชี่ยวชาญการรักษาแค่ไหนก็ตาม" บัวแก้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเสียงที่เจือความเย้ยหยันต่อสถานการณ์รอบตัว นางก้าวเข้ามาเคียงข้างเขา สายตามองตรงไปยังทะเลเพลิงเบื้องล่างเช่นเดียวกัน "ถ้าข้าไม่มา ท่านก็คงปล่อยให้ทหารพวกนี้เลือดไหลจนหมดตัวตายคาเชิงเทินไปเสียก่อน ออกญาเสนาภิมุข" บัวแก้วหันมาสบตาเขา ดวงตาคู่คมมีความเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษเพศ "อีกอย่าง ข้าไม่ได้มาเพื่อเป็นภาระ ข้าเพิ่งได้รับรายงานจากสายลับภาคเหนือ... พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ได้นำกองทัพมาแค่ตีเมืองเพื่อหวังทรัพย์สิน แต่พระองค์ทรงต้องการ 'กวาดล้าง' ราชDRM นี้ให้สิ้นซาก และเป้าหมายแรกสุดของมัน..." บัวแก้วเว้นจังหวะ นางโน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบของห้วงค่ำ "...คือหัวของท่าน ทัพ" ทัพชะงักไปชั่วขณะ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดุดันในเวลาเดียวกัน หากพระเจ้าสุริวงศ์ทรงต้องการหัวของเขา นักรบแดนเหนือผู้นั้นก็ต้องเตรียมแลกด้วยกองเลือดมหาศาลเช่นกัน ทันใดนั้นเอง... เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยกลางเมืองก็ดังสนั่นหวั่นไหว ลั่นระรัวติดต่อกันสามครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสูงสุด! *เปรี้ยง!* ลูกไฟขนาดยักษ์พุ่งแหวกอากาศยามค่ำคืนตกลงมากลางลานกว้างใกล้ป้อมปราการแรงระเบิดสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นดิน เศษอิฐและสะเก็ดไฟกระเด็นว่อน แรงลมจากการปะทะพัดเอาเส้นผมของทัพและบัวแก้วปลิวไสว ทัพหันขวับกลับไปมองทางประตูเมืองชั้นในที่ควรจะปลอดภัย แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของแม่ทัพหนุ่มสะดุดกึก กองกำลังทหารรักษาพระองค์กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งถอยร่นเข้ามาอย่างแตกตื่น พร้อมกับธงประจำกองที่ถูกฟันขาดสะบั้น และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ผู้นำสารที่ควบม้าเข้ามาล้มลงขาดใจตายต่อหน้าเขานั้น มีลูกศรอาบยาพิษปักอยู่ที่กลางหลัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวของหน่วยรบพิเศษที่ควรจะประจำการอยู่แค่ในห้องบรรทมของพระองค์เอง หน่วยรบพิเศษที่ไม่มีวันทรยศ... ยกเว้นเสียแต่ว่า พระราชวังหลวงถูกยึดเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่กระสุนนัดแรกจะกระทบกำแพงเมืองด้านนอก ทัพเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความตระหนักรู้สายฟ้าแลบพุ่งวาบเข้ามาในสมอง ข้าศึกไม่ได้ตีเมืองจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ประตูเมืองถูกเปิดจากข้างใน... และผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศนี้ กำลังยืนรอพบเขาอยู่ ณ จุดที่ลึกที่สุดของพระนคร ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่มหาสงครามครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%