โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 6

เสียงกลองศึกสะท้านป่า

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของไอน้ำในป่าทึบยามนี้ ช่างคละคลุ้งจนแทบสำลัก "เจ้าฉลาดมาก... ออกญาเสนาภิมุข แต่น่าเสียดาย ที่เบี้ยตัวนี้... ข้าไม่ได้มีแค่ตัวเดียว" เสียงกระซิบเยียบเย็นที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของ ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ไม่ได้ทำให้แม่ทัพหนุ่มผู้ผ่านศึกมาโชกโชนสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้หมวกเหล็กสมุหพระตำรวจหรี่ลงเล็กน้อย มือหนากำด้ามดาบอาญาสิทธิ์แน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน ในเมื่อหมากกระดานนี้ถูกกำหนดให้เดินด้วยเลือด เขาก็พร้อมจะแลกมันด้วยลมหายใจสุดท้ายของกองทัพอโยธยา "ท่านออกญา! กองหน้าฝ่ายตรงข้ามตีโอบเข้ามาทางด้านทิศตะวันตกแล้วครับ! พวกมันมากันราวกับฝูงผีดิบที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย!" เสียงรายงานจากนายกองย่อยดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของพงไพร แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง ทัพกวาดสายตามองไปรอบกาย ป่าดงดิบเบื้องหน้าซึ่งเคยสงบเงียบ บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสนามสังหารขนาดย่อม ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวตามแรงฝีเท้าและเสียงคำรามก้องของเหล่าทหารกล้าจากทั้งสองฝ่าย แสงตะวันที่พยายามเล็ดลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบลงมา ส่องกระทบกับคมหอกคมดาบเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวแห่งความตาย "ตั้งแถวหน้ากระดานลึก! ใช้ป่าทึบเป็นเกราะกำบัง อย่าให้พวกมันตั้งรูปขบวนใหญ่ได้!" ทัพออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังและเฉียบขาดจนเหล่าทหารที่กำลังหวาดผวาต่างรีบขานรับและปฏิบัติหน้าที่ทันที นี่คือสงครามประชิดตัว... สงครามที่ไม่มีที่ยืนให้ความลังเลหรือความปรานี พริบตาถัดมา เงาร่างนับร้อยพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบราวกับพายุหมุนเลือด เสียงคำรามก้าวร้าวประสานเข้ากับเสียงเหล็กกระทบเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า ทัพชักดาบออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ร่างกายสูงใหญ่กำยำพุ่งเข้าปะทะกับทหารหน้าด่านของฝ่ายศัตรูอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ฉับ! คมดาบอาญาสิทธิ์ตวัดวาดเป็นวงโค้ง ตัดผ่านอากาศอย่างไร้เสียง ก่อนจะฝังลึกเข้าที่หัวไหล่ของทหารศัตรูคนหนึ่งอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นอาบใบไม้และพื้นดิน ทัพไม่ได้หยุดพักให้เหงื่อแห้งเหือด เขาก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่งดงามแต่ดุดัน ราวกับเสือสมิงที่กำลังล่าเหยื่อในอาณาจักรของตน ทุกย่างก้าว ทุกการตวัดดาบ ล้วนผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อการฆ่าฟันในสนามรบจริง รอบตัวเขานั้น สถานการณ์ช่างน่าวิตก ทหารอโยธยาและฝ่ายศัตรูกำลังตะลุมบอนกันอย่างชุลมุน เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงหายใจหอบกระชั้นดังระงมไปทั่ว เสียงเหล็กกระทบเนื้อและกระดูกดังน่าสยดสยอง แม่หญิงบัวแก้ว ซึ่งลอบติดตามกองหนุนเข้ามาเพื่อตั้งหน่วยแพทย์สนามเฉพาะกิจ กำลังงดงามและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชายชาตรี นางใช้มีดสั้นป้องกันตัวพร้อมกับประคับประคองทหารที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเข้าสู่ที่กำบังใต้รากไม้ใหญ่ แม้ใบหน้านวลจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดินและหยาดเหงื่อ แต่นัยน์ตากลับแน่วแน่ไม่มีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็น "ท่านทัพ! ระวังข้างหลัง!" เสียงหวานตะโกนเตือนก้องผ่านเสียงยุทโธปกรณ์ ทัพเบี่ยงตัวหลบคมหอกที่พุ่งเฉียดหัวไหล่ไปเพียงคืบได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกันนั้นเขาก็บิดข้อเท้าหมุนตัวกลับ แล้วส่งปลายดาบพุ่งเข้าเสียบทะลุกระเพาะปัสสาวะของศัตรูผู้ลอบกัดอย่างเยือกเย็น ร่างนั้นทรุดฮวบลงแทบเท้า ทัพไม่แม้แต่จะเหลือบมองซ้ำสอง สายตาของเขาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า—จุดที่เงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่หลังม่านใบไม้หนา พระเจ้าสุริวงศ์... กษัตริย์ศัตรูผู้ทรงปัญญาและอำมหิต พระองค์ไม่ได้ทรงหลบซ่อนอยู่หลังกองทัพ หากแต่ทรงประทับยืนถือพระแสงดาบยาวด้วยพระองค์เอง ทอดพระเนตรการนองเลือดนี้ด้วยรอยยิ้มบางเบาบนพระพักตร์ "เจ้าเก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ออกญาเสนาภิมุข..." เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงกรีดร้องของสงคราม แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ทัพกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน ราวกับอีกฝ่ายมา กระซิบอยู่ข้างใบหู "แต่ทว่า... ความจงรักภักดีที่เจ้ามีต่อบัลลังก์ที่กำลังจะล่มสลายนั้น ช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาเสียจริง" ทัพไม่ตอบคำถากถางนั้น เขาเพียงแต่ก้าวเท้าฝ่ากองซากศพและกลิ่นเลือดสดๆ เข้าประชิดทีละก้าว นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนภาพกษัตริย์ผู้เป็นอริราชศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรง บาดแผลตามร่างกายเริ่มส่งความปวดร้าวขึ้นมาทีละน้อย แต่ความเจ็บปวดทางกายภาพเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับไฟแค้นในอกที่ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ได้ยินชื่อของคนที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเขาในอดีต ทว่า ในวินาทีที่ทัพกำลังจะเงื้อดาบพุ่งทะยานเข้าหาพระเจ้าสุริวงศ์เพื่อปิดบัญชีแค้น ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขากลับสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง ราวกับแผ่นดินกำลังจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง เสียงกลองศึกที่ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตีขึ้น กลับดังสนั่นก้องมาจากหุบเขาเบื้องลึก—มันเป็นจังหวะกลองศึกที่ทัพคุ้นเคยดี... จังหวะกลองของกองกำลังปริศนาที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ ร่างของทหารทั้งสองฝ่ายที่กำลังห้ำหั่นกัน ต่างหยุดชะงักลงทันทีโดยมิได้นัดหมาย ทุกสายตาหันขวับไปมองยังทิศทางที่มาของเสียงกลอง หมอกหนาทึบที่ปกคลุมผืนป่าค่อยๆ ถูกแหวกออกด้วยขบวนธงรบสีดำสนิท ปรากฏเงาร่างของกองทัพปริศนาที่สวมเกราะเหล็กแปลกตา พร้อมด้วยธนูคันใหญ่ที่ถูกน้าวรอไว้จนสุดสาย และบุคคลที่ก้าวเดินนำหน้ากองทัพนั้นออกมา... ก็คือคนผู้หนึ่งที่ทัพคิดว่าได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน! "ทัพ... ลูกพ่อ เจ้ายังจำเสียงกลองนี้ได้หรือไม่?" โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ "พงศาวดารมีชีวิต" เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%