โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 14

ศรัทธาจากราษฎร

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ข้าบอกพวกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ว่าคนผู้นั้นมิได้ทอดทิ้งพวกเรา!" น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังของเฒ่าชู ผู้ใหญ่บ้านโคกกระเบื้องดังแทรกเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย แสงคูโชติช่วงจากคบเพลิงนับร้อยดวงสะท้อนบนใบหน้าของชาวบ้านนับพันชีวิตที่ยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ณ ลานวัดร้างริมแม่น้ำ ท่ามกลางกลิ่นอายดินโคลนและคาวเลือดจากศึกสัปดาห์ก่อนที่ยังลอยอวลในอากาศ ออกญาเสนาภิมุข หรือทัพ ยืนนิ่งงันอยู่บนหลังม้าสีหมอก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความระคนตกใจ ภาพเบื้องหน้ามิใช่กองทัพเสริมจากเมืองหลวงตามที่เขาคาดการณ์ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นกองกำลังของ "ราษฎร" สวมชุดผ้าดิบเก่าๆ คลุมด้วยเสื้อเกราะหนังดิบและเครื่องรางของขลังเต็มอก พวกเขาถืออาวุธสารพัดชนิด ทั้งมีดพร้าปลายตอ หอกไผ่เหลี่ยมปลายไฟ และดาบโบราณขึ้นสนิมที่คงตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุด ยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้า มิใช่ใครอื่น—หลวงพ่ออ่ำ พระภิกษุชราผู้เคยเป็นอดีตแม่ทัพกองโจรแห่งลุ่มน้ำน่าน ผู้ซึ่งทัพคิดว่ามรณภาพไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน "หลวงพ่อ..." ทัพพึมพำลอดไรฟัน ร่างกายบนหลังม้าพลันแข็งค้าง ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อครั้งเสียค่ายบางระจันและครอบครัวไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยว "ท่าน... ยังมีชีวิตอยู่หรือขอรับ" หลวงพ่ออ่ำไม่ตอบทันที ท่านก้าวเท้าเข้ามาใกล้ มือกวักเรียกให้ทัพลงจากหลังม้า เมื่อแม่ทัพหนุ่มก้าวลงมาสัมผัสพื้นโคลน พระภิกษุชราจึงเอื้อมมือเหี่ยวย่นมาจับที่หัวไหล่หนาของทัพแน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความจริงใจ "อาตมาตายไปแล้วทัพ... ตายไปพร้อมกับความสิ้นหวังในคืนวันที่อยุธยาเพลี่ยงพล้ำ" หลวงพ่ออ่ำเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาฝ้าฟางฉายแวววาวโรจน์ "แต่พวกเราที่เหลือรอด หาได้ตายตามไปด้วยไม่ พวกเราแค่รอ... รอวันที่แผ่นดินนี้จะมีแม่ทัพผู้กล้าพอที่จะพาไพร่ฟ้าลุกขึ้นสู้ มิใช่แค่ถอยร่นเพื่อรักษาตัวรอดเหมือนเช่นที่ผ่านมา" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของทัพ ทัพหันไปมองรอบกาย สายตาของชาวบ้านนับพันคู่ที่มองมามิได้มีความหวาดกลัวหรือความจำนนต่อโชคชะตาเหมือนราษฎรในยามปกติที่เขาเคยพบเจอ หากแต่เป็นประกายไฟแห่ง "ศรัทธา" ที่ลุกโชน แววตาของหญิงชรา ชายหนุ่มฉกรรจ์ แม้กระทั่งเด็กหนุ่มรุ่นกระทง ล้วนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผืนแผ่นดินเกิดของตนเอง ในขณะนั้นเอง แม่หญิงบัวแก้วที่ควบม้าตามมาสมทบรีบลงจากหลังม้า นางก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับห่อผ้าสมุนไพรและเครื่องมือแพทย์สนาม ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความทึ่งเมื่อกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ "ท่านทัพ... ดูนั่นสิคะ... เอ๊ย... ขออภัยเจ้าค่ะ" บัวแก้วเผลออุทานออกมาเบาๆ นางรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อตระหนักถึงสถานการณ์ ทว่าสิ่งที่นางชี้ให้ทัพดูคือขบวนเกวียนเสบียงนับร้อยคันที่ชาวบ้านลากจูงตามกันมา ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ทั้งข้าวสาร ปลาแห้ง เกลือ และอาวุธยุทธោปกรณ์ที่พวกเขาแอบซ่อนไว้จากสายตาของกองทัพพระเจ้าสุริวงศ์มาแรมเดือน "พวกเราขุดซ่อนข้าวเหล่านี้ไว้ใต้พื้นนาลึกสามศอก เพื่อมิให้กองทัพหน้าของฝ่ายเหนือปล้นชิงไปได้" เฒ่าชูกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม "บัดนี้ เมื่อท่านทัพนำทัพกลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดอีกครั้ง ข้าวเหล่านี้ก็สมควรตกเป็นของทหารกล้า เพื่อใช้เป็นพลังขับไล่พวกมันออกไปให้พ้นแผ่นดิน!" เสียงโห่ร้องก้องกังวานของชาวบ้านดังขึ้นอีกระลอก ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลง เหลือเพียงละอองหมอกบางเบาที่ปกคลุมผืนป่า ทัพยืนนิ่งท่ามกลางเสียงเหล่านั้น สมองอันชาญฉลาดของแม่ทัพหนุ่มกำลังคำนวณสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แผนการรบเดิมที่คิดว่าจะต้องตีฝ่าวงล้อมอย่างยากลำบาก บัดนี้ถูกรื้อถอนและสร้างใหม่ในหัวด้วยความช่วยเหลือของราษฎรเหล่านี้ กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์มีความแข็งแกร่งในด้านวินัยทหารและอาวุธที่ทันสมัย แต่พวกเขามีจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดคือ "การส่งกำลังบำรุงที่ยืดเยื้อ" และ "ความไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศป่าทึบ" หากได้กองกำลังกองโจรของชาวบ้านที่ชำนาญพื้นที่มาเป็นหูเป็นตาและคอยตัดเสบียง ย่อมทำให้กองทัพหลักของฝ่ายศุกร์ปั่นป่วนจนเสียกระบวนได้อย่างง่ายดาย ทัพสูดลมหายใจเข้าลึก 2-3 ครั้งเพื่อระงับความตื้นตันใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ชายหนุ่มกวาดสายตามองไพร่พลและราษฎรทั้งหมด ก่อนจะดึงดาบประจำกายออกจากฝัก ชูขึ้นฟ้าจนประกายเหล็กสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง "พี่น้องชาวเหนือทุกท่าน!" เสียงทัพก้องกังวาน ฝ่าความเงียบของราษฎรที่ต่างพากันเงียบเสียงลงเพื่อรอฟังคำสั่ง "ในเมื่อพวกท่านมอบศรัทธาและชีวิตให้แก่ข้าพเจ้าในยามวิกฤตนี้ ข้าพเจ้า—ออกญาเสนาภิมุข ขอเอาชีวิตและคมดาบนี้เป็นเดิมพัน เราจะมิยอมให้แผ่นดินถิ่นกำเนิดต้องแปดเปื้อนด้วยเลือดของผู้รุกรานอีกต่อไป! คืนนี้... เราจะใช้เส้นทางลับที่ผู้เฒ่าชูแนะนำ ตีโอบกระหนาบกองเสบียงของข้าศึกที่ตั้งค่ายอยู่ ณ ริมห้วยป่าสัก!" เสียงคำรามด้วยความฮึกเหิมดังสะท้านไปทั่วผืนป่า ความเหนื่อยล้าจากการเดินทัพนับแรมเดือนมลายหายไปสิ้น พลังงานอันดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ของสามัญชนได้หลอมรวมเข้ากับยุทธวิธีของทหารอาชีพ กลายเป็นคลื่นพลังมหาศาลที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนกระแสสงครามให้พลิกผัน ทัพหันไปพยักหน้าให้บัวแก้วและหลวงพ่ออ่ำ ทั้งหมดเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนพลยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชัยชนะที่อยู่เอื้อมมือ ทว่า... ในขณะที่ทัพกำลังจะสั่งเคลื่อนพลอยู่นั้นเอง ม้าเร็วตัวหนึ่งก็ควบตะบึงฝ่าสายฝนเข้ามาในค่ายด้วยสภาพหอบเหนื่อยสะบักสะบอม ฝุ่นตลบและเนื้อตัวเปื้อนโคลน ทหารม้าหน่วยข่าวกรองผู้นั้นพุ่งลงจากหลังม้าโดยไม่รอให้ทรงตัวได้มั่นคง เขาล้มลงคลานเข่าเข้ามาหาทัพด้วยสีหน้าซีดเผือดราวกับคนเห็นผี "ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วขอรับ!" ทหารม้ารายนั้นละล่ำละลักละลานจนแทบจับใจความไม่ได้ "ตั้งสติแล้วพูด ข้าศึกเคลื่อนพลหรือ?" ทัพถามเสียงเข้ม หัวใจกระตุกวูบ "มิใช่ขอรับ..." ทหารม้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์... มิได้ตั้งค่ายอยู่ที่ริมห้วยป่าสักอย่างที่เราระแคะระคายมา... แต่พวกมัน... พวกมันกำลังเคลื่อนพลมาล้อมพวกเราไว้หมดทุกด้านแล้วขอรับ!" สิ้นเสียงคำประกาศนั้น เสียงกลองศึกสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากรอบทิศทาง พร้อมกับเปลวเพลิงนับพันดวงที่ลุกพรืดขึ้นโอบล้อมผืนป่ารอบตัวพวกเขาไว้จนกลายเป็นกำแพงเพลิงสีแดงฉาน! --- พงศาวดารมีชีวิต ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางฝ่ามหาสงครามครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%