โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 15

การเผชิญหน้าของสองแม่ทัพ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวโลหิตและดินปืนอบอวลคละคลุ้งจนแสบจมูก ท้องทุ่งมะนาวหวานในยามนี้มิใช่ผืนแผ่นดินสำหรับเพาะปลูกอีกต่อไป หากแต่เป็นลานประหารขนาดมหึมาที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของเลือดนับหมื่นชีวิต เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสนีบาต กอปรกับเสียงโห่ร้องก้องกะهایของไพร่พลทั้งสองฝ่ายที่ดังประสานกันจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ณ ใจกลางมหาสงครามอันบ้าคลั่งนั้น รัศมีแห่งความเป็นความตายถูกขีดวงล้อมให้แคบลงเหลือเพียงระยะห่างของปลายดาบ "ถอยไปเสีย ออกญาเสนาภิมุข!" สุรเสียงกึกก้องด้วยอำนาจและบารมีดังแทรกผ่านความโกลาหล พระเจ้าสุริวงศ์ทรงประทับอยู่บนหลังม้าศึกสีหมอกกายกำยำ พระเนตรทั้งสองข้างคมกริบดั่งพญาอินทรีที่มองเหยื่อ พระหัตถ์กำด้ามพระแสงดาบอาญาสิทธิ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทรงทอดพระเนตรบุรุษหนุ่มชุดเกราะเหล็กดำผู้ยืนขวางพระองค์ไว้ด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชมและความรังเกียจในความดึงดัน ออกญาเสนาภิมุข หรือ "ทัพ" หายใจหอบกระชั้น ไอร้อนพวยพุ่งออกจากช่องระบายอากาศของหมวกเหล็ก ทัพใช้ดาบปลายปืนค้ำยันร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความเหนื่อยล้าเอาไว้ ดวงตาคมกราบกวาดมองกษัตริย์แห่งอริราชศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความเจ็บปวดจากแผลลึกที่หัวไหล่จะแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งที่ขยับตัว แต่มันก็ไม่เท่ากับความแค้นฝังหุ่นที่แผดเผาอยู่ในอก — ครอบครัวของเขา บ้านเกิดของเขา และซากปรักหักพังของกรุงเก่า ล้วนเป็นเงาตามหลอนที่ผลักดันให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ "เกล้ากระหม่อมหาได้มีใจคิดจะถอยไม่ พระพุทธเจ้าข้า" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบและเยือกเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสจิตอันเด็ดเดี่ยว "พระองค์ทรงเหยียบย่ำแผ่นดินของพวกเรามามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องชำระหนี้เลือดนี้เสียที" พระเจ้าสุริวงศ์ทรงแย้มพระสรวลเยาะ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไร้ซึ่งความขบขัน "เจ้าเด็กหนุ่ม... เจ้าคิดว่าด้วยตัวคนเดียว กับดาบเล่มเดียว จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของแผ่นดินที่กำลังล่มสลายนี้ได้กระนั้นหรือ? ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง" "ความโง่เขลาของเกล้ากระหม่อม อย่างน้อยก็ยังดีกว่าความหยิ่งยโสของทรราชที่เหยียบซากศพราษฎร์ขึ้นครองบัลลังก์!" สิ้นคำประกาศิต ทัพก็พุ่งทะยานเข้าใส่ดั่งพญาเสือโผนทะยานเหยื่อ สองเท้าเหยียบบนพื้นดินที่ชุ่มโชกด้วยโลหิตจนกระเซ็นเป็นสาย ร่างกายที่บาดเจ็บถูกพลังแห่งความแค้นผลักดันให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ *เคร้ง!* ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นกลางอากาศเมื่อคมดาบทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างจัง แรงปะทะสะท้านไปถึงข้อพระกรของพระเจ้าสุริวงศ์จนพระองค์ต้องทรงผ่อนน้ำหนัก กษัตริย์เฒ่าผู้ผ่านศึกมาโชกโชนทรงตระหนักทันทีว่า นายทัพหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่วาทศิลป์ แต่วิชาดาบของเขานั้นดุดัน ลื่นไหล และแฝงไว้ด้วยสัญชาตญาณของการฆ่าฟันที่ฝึกฝนมาอย่างโชกโชน พระเจ้าสุริวงศ์ทรงหมุนพระแสงดาบปัดป้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดฟันสวนกลับในมุมอับสายตา ทัพเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว คมดาบเฉี่ยวเกราะอกจนเกิดรอยแผลลึก เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ประสานไปกับเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ล้มตายรอบกาย ราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดเหลือเพียงพวกเขาสองคนในสังเวียนมรณะนี้ ในขณะเดียวกัน ที่แนวหลังของการปะทะ แม่หญิงบัวแก้วกำลังง่วนอยู่กับการทำแผลให้ทหารบาดเจ็บในเต็นท์พยาบาลสนามชั่วคราว กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและควันไฟทำให้เธอต้องขมวดคิ้วแน่น มือเรียวบางที่สวมถุงผ้าสะอาดพันแผลให้พลทหารอย่างคล่องแคล่ว แม้เหงื่อจะไหลท่วมใบหน้าจนผมเปียกลู่แนบแก้ม แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปยังทิศทางที่ทัพเผชิญหน้ากับพระเจ้าสุริวงศ์อยู่ตลอดเวลา หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดวิตก ทว่าปากก็ยังคงเอ่ยวาจาสั่งการหน่วยสนับสนุนหามคนเจ็บชุดใหม่อย่างมั่นคง "ประคองเขาไว้อย่างนั้น อย่าให้แผลโดนฝุ่น!" บัวแก้วสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันไปคว้าห่อสมุนไพรหยุดเลือดมาเตรียมไว้ แต่ในใจกลับกังวลถึงชายหนุ่มที่ออกไปเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายลำพัง *เพล้ง! ฉับ!* เสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้นอีกระลอก ทัพและพระเจ้าสุริวงศ์ต่างถอยร่นออกไปคนละก้าว ทั้งคู่ต่างมีร่องรอยบาดแผลเพิ่มขึ้น หอบหายใจหนักหน่วง พระเจ้าสุริวงศ์ทรงใช้พระแสงดาบยันพื้นไว้ครึ่งองค์ พระเนตรที่เคยทรงอำนาจตอนนี้ฉายแววทึ่งระคนเหนื่อยล้า พระองค์ไม่เคยคิดเลยว่า แม่ทัพหนุ่มจากฝ่ายอยุธยาผู้มีอายุน้อยกว่าพระองค์นับรอบ จะสามารถต้านทานพระบารมีและฝีมือดาบอันขึ้นชื่อของพระองค์ได้นานถึงเพียงนี้ "ฝีมือของเจ้าไม่เลวเลย... ออกญาเสนาภิมุข" พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสขึ้นด้วยพระสุริเสียงแหบพร่า ทว่ายังคงความน่าเกรงขาม "หากเจ้ามาอยู่ภายใต้ร่มธงของเรา เจ้าจักได้ทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ และบ้านเมืองที่จะกลับมารุ่งเรือง ไยต้องมาตายอย่างอนาถบนทุ่งโล่งแห่งนี้เล่า?" ทัพยิ้มหยัน มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรัง "ข้อเสนอของพระองค์ช่างน่าสนใจ... แต่น่าเสียดาย ที่วิญญาณของผู้คนที่ตายใต้เงื้อมมือของพระองค์ในกรุงเก่า คงไม่ยอมให้เกล้ากระหม่อมรับข้อเสนอนั้น" ทัพยกดาบขึ้นชี้หน้ากษัตริย์ศัตรู ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารขั้นสุดท้าย "วันนี้... ไม่ท่านก็ข้าที่จะต้องฝังร่างไว้ที่นี่!" สิ้นเสียงประกาศกร้าว ทัพรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย พุ่งตัวเข้าประชิดตัวในพริบตาเดียว ดาบในมือหมุนวนดั่งพายุหมุน ทรวดทรงและท่วงท่ารวดเร็วจนแทบมองไม่เห็นเงา พระเจ้าสุริวงศ์ทรงตกพระทัย รีบยกดาบขึ้นรับการจู่โจมอันบ้าคลั่งนี้ แรงกระแทกมหาศาลทำให้พระแสงดาบในพระหัตถ์ของกษัตริย์สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทัพใช้ศอกกระแทกเข้าที่พระอุระของพระเจ้าสุริวงศ์เต็มแรง จนพระองค์เซถอยหลังไปหลายก้าว และก่อนที่ทัพจะตวัดดาบเผด็จศึกเพื่อปิดฉากสงครามครั้งนี้ลง *ฉับพลัน!* เสียงเกือกม้าจำนวนนับร้อยควบตะบึงฝุ่นตลบเข้ามาจากแนวป่าทึบด้านข้างอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กองกำลังเสริมปริศนาพุ่งเข้าชาร์จแนวรบของทัพอย่างฉับพลัน ธนูหลั่งไหลราวกับห่าฝนตกลงสู่พื้นดินรอบตัวทัพจนเขาต้องรีบพลิกตัวหลบกระสุนและคมหอกที่พุ่งเข้ามาจากทุกสารทิศ ทัพหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความตกตะลึง ท่ามกลางธงรบของกองกำลังเสริมที่เพิ่งมาถึง มีร่างของบุคคลผู้หนึ่งก้าวลงมาจากหลังม้าด้วยท่าทีเยือกเย็น รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนใบหน้าคุ้นเคยที่ทัพไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในดินแดนสนธยาแห่งนี้—บุคคลที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ซากปรักหักพังของเมืองหลวงเมื่อสามเดือนก่อน ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันเลือดเย็นนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%