กลิ่นคาวโลหิตจางๆ ที่ติดอยู่บนปลายจั๊กจั่นเหล็กยังไม่จางหายดี เสียงฝีเกือกม้าศึกนับร้อยที่ควบย่ำผ่านโคลนตมยามราตรีก็ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของ **ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ)** แม่ทัพหนุ่มผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน ทว่ายามนี้ ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกเหล็กโบราณกลับฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ขณะที่เขานั่งนิ่งอยู่บนตอไม้ใหญ่ริมชายป่า ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือลูบไล้คมมีดสั้นประจำกาย ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่จากครอบครัวที่ถูกพรากไปในสงครามคราวก่อน
"ท่านออกญา... หากเรายังรั้งรออยู่ที่นี่จนถึงยามสาม เกรงว่ากองลาดตระเวนของฝ่ายอังวะจะวกกลับมาพบร่องรอยเสียก่อนนะครับ"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่เฉียบขาดของ **แม่หญิงบัวแก้ว** ดังขึ้นจากความมืด นางก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ ผ้าพันแผลเปื้อนเลือดแห้งกรังพาดอยู่ตรงหัวไหล่ ย้ำเตือนถึงภารกิจช่วยชีวิตทหารบาดเจ็บในค่ายสนามเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ดวงตาคู่สวยของนางสะท้อนประกายไฟจากกองเพลิงกองเล็กๆ ที่ถูกสุมไว้เพื่อต้มสมุนไพรห้ามเลือด
ทัพเงยหน้าขึ้นสบตานั้น แววตาที่เคยเยือกเย็นและไร้ความรู้สึกยามบัญชาการรบ กลับไหววูบไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าบัวแก้วไม่ได้เป็นเพียงแค่ธิดาเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือผู้เชี่ยวชาญการแพทย์สนาม แต่สตรีตรงหน้าผู้นี้ยังกุมเครือข่ายข่าวกรองที่สำคัญที่สุดในการกู้บัลลังก์ครั้งนี้
"เจ้าคิดว่าพระเจ้าสุริวงศ์ทรงส่งกองลาดตระเวนชุดนี้มาเพื่อตามล่าเราจริงหรือ, แม่หญิง?" ทัพเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เจือด้วยความกดดัน บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถนัดตา
"พระองค์มิได้ส่งมาเพื่อล่า... แต่ส่งมาเพื่อ 'ทดสอบ' ต่างหากเล่าเจ้าค่ะ" บัวแก้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า แสงไฟวับแวมสาดกระทบใบหน้าเรียวที่ฉาบไว้ด้วยความเหนื่อยล้าแต่มั่นคง "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงรู้ดีว่าท่านออกญาจะไม่ถอยหนี และพระองค์ก็ปรารถนาจะเห็นว่า ท่านจะเลือกใช้วิธีใดในการแลกเปลี่ยนชัยชนะครั้งนี้... ระหว่างการรักษาชีวิตไพร่พล หรือการเด็ดหัวแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม"
คำพูดนั้นราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่ ทัพแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างขมขื่น "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงประเมินข้าสูงเกินไป... หรือไม่ก็ต่ำเกินไป ข้ามิใช่กษัตริย์ผู้ครองแผ่นดิน ข้าเป็นเพียงชายผู้สูญเสียทุกสิ่งจนไม่มีอะไรจะให้เสียอีกแล้ว การศึกครั้งนี้... ไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตาหรอกนะแม่หญิง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ใหญ่ บัวแก้วไม่ตอบคำนางเพียงแค่เอื้อมมือไปหยิบห่อผ้าสีตุ่นขึ้นมาแกะออก เผยให้เห็นแผนที่หนังวัวที่เขียนด้วยหมึกจีนอย่างประณีต รอยหมึกสีแดงและดำถูกขีดเขียนสลับซับซ้อน แสดงถึงเส้นทางลับผ่านเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำทัพหลวงเคลื่อนพลเข้าประชิดพระนครได้ก่อนฤดูน้ำหลาก
"นี่คือแผนที่ที่สายลับของเราเพิ่งเสี่ยงชีวิตนำออกมาจากตำหนักในของพระเจ้าสุริวงศ์เมื่อคืนก่อน" บัวแก้วกล่าวเบาลง ทอดสายตาลงมองเส้นทางที่ขีดเส้นใต้ด้วยรอยหมึกสีแดงเข้ม "แต่มีเงื่อนไขเดียว... หากท่านเลือกเดินทัพทางนี้ ท่านจะต้องทิ้งกองระวังหลังเพื่อซื้อเวลาอย่างน้อยสองวัน"
ทัพจ้องมองแผนที่นั้นด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ การทิ้งกองระวังหลังหมายถึงการส่งทหารนับร้อยไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้งสูญเสียบิดาและน้องชายในค่ายพักแรมถูกเผาทำลายผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำ ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกในอกบีบเค้นจนลมหายใจสะดุด แต่นี่คือมหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา... แผ่นดินนี้ต้องการเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงการเกิดใหม่ และเขาคือผู้ถือคัมภีร์แห่งความตายนั่น
"จัดกำลังพลร้อยนายจากกองพันทหารม้าพยัคฆ์..." ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียաբเฉียบราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า "...ให้ **หมื่นหาญ** เป็นผู้บัญชาการกองระวังหลัง สั่งการให้ตรึงกำลังไว้ที่ช่องเขาขาดจนกว่าจะถึงรุ่งอรุณของวันที่สาม ห้ามถอยแม้แต่ก้าวเดียว"
บัวแก้วชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนนับถือ นางรู้ดีว่าหมื่นหาญคือสหายสนิทที่สุดของทัพ การส่งสหายรักไปรับภารกิจสละชีพเช่นนี้ย่อมต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเจียนตายของผู้เป็นแม่ทัพ
"ท่านออกญา... ท่านแน่ใจแล้วหรือ?" บัวแก้วถามย้ำ เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้วแม่หญิง" ทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของเขาถูกย้อมด้วยแสงสีส้มแดงจากกองเพลิงจนดูน่าเกรงขาม เขากระชับดาบในฝักแน่น สายตาดุดันมองตรงไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้าซึ่งเริ่มปรากฏแสงสีเทายามใกล้รุ่ง "บอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางทันที..."
ทว่า ก่อนที่ฝ่าเท้าของแม่ทัพหนุ่มจะก้าวออกไป เสียงฝีเกือกม้าควบตะบึงอย่างบ้าคลั่งก็ดังแหวกความเงียบสงบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ร่างของพลลาดตระเวนผู้หนึ่งพุ่งทะยานผ่านพุ่มไม้หนาทึบเข้ามาก่อนจะกลิ้งหลุนๆ ลงมาแทบเท้าของทัพ สภาพของเขาสะบักสะบอม โลหิตสีแดงฉานไหลอาบแผ่นหลัง และลมหายใจหอบกระชั้นใกล้ขาดใจ
"ท่าน... ท่านออกญา... แย่แล้วขอรับ!" พลทหารละเมอพึมพำด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทัพรีบย่อตัวลงประคองร่างนั้นทันที "เกิดอะไรขึ้น? ตั้งสติแล้วรายงานมา!"
พลทหารละล่ำละลักเอ่ยวาจาออกมาด้วยเสียงอันสั่นเทา ประโยคที่หลุดจากริมฝีปากแห้งผากนั้นทำเอาเลือดในกายของแม่ทัพหนุ่มเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
"กองทัพของ... ของพระเจ้าสุริวงศ์... มิได้มุ่งหน้ามาทางที่เราคาดการณ์ไว้ แต่... แต่องค์เหนือหัวแห่งอังวะทรงนำทัพม้าหลวงบุกเข้าตี 'ค่ายหลัก' ของเราที่ด้านหลัง... และคนที่ถูกจับเป็นเชลยคนแรก... คือ **แม่หญิงดวง چันทร์** น้องสาวของท่านออกญาขอรับ!"
ทัพชะงักค้าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น ดาบในมือเกือบหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน ความแค้นและความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงคำรามก้องในลำคอ เมื่อเงาร่างอันคุ้นเคยของศัตรูผู้ทรงอิทธิพลปรากฏขึ้นที่ปลายแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ พร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมายังเขาจากเบื้องหลังม่านหมอก
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 27
บทที่ 27
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!