กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะในเพิงพักสนาม คละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากคบเพลิงที่ปักไว้ตามมุมเสาไม้ไผ่สั่นไหวตามแรงลมราตรีที่พัดลอดช่องตอก
ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ยืนนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบกวาดมองแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะสนามซึ่งทำจากแผ่นหนังวัวดิบ รอยหมึกสีดำที่แต้มจุดกำลังพลแสดงให้เห็นถึงความเสียเปรียบอย่างชัดเจน ในขณะที่นิ้วเรียวยาวของเขากำลังกดลงบนตำแหน่ง "ช่องเขาขาด" จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่หากเสียไป อยุธยาจะไร้ซึ่งแนวป้องกันด้านเหนือโดยสิ้นเชิง
"ท่านออกญา... หากเรายังดึงดันจะรักษาค่ายนี้ไว้จนถึงรุ่งสาง เกรงว่าเสบียงสำรองจะไม่พอสำหรับพลรักษanak และบาดแผลของทหารเจ็บป่วยจะเริ่มเน่าเปื่อยเพราะขาดตัวยา" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของแม่หญิงบัวแก้วดังขึ้นจากมุมมืดของกระโจม นางกำลังง้างขวดกระเบื้องบรรจุผงสมุนไพรสมานแผล ใบหน้าเนียนนวลเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันและหยาดเหงื่อ แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชายชาตรี
ทัพไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงจ้องมองแผนที่นั้นราวกับจะทะลุผ่านมันไปให้ถึงสนามรบจริงเบื้องหน้า
"ถ้าเราถอยตอนนี้ ช่องเขาขาดจะตกอยู่ในมือของกองทัพพระเจ้าสุริวงศ์ภายในพริบตาเดียวแม่หญิงบัวแก้ว" ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก "การถอยไม่ใช่การรักษาชีวิต แต่มันคือการเปิดประตูให้ข้าศึกเหยียบย่ำแผ่นดินที่เราเพิ่งแลกมาด้วยเลือดเนื้อของพี่น้องทหารนับพัน"
"แต่การดื้อรั้นโดยไร้กำลังพลสนับสนุน ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายหมู่หรอกเจ้าค่ะ" บัวแก้ววางขวดสมุนไพรลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น นางก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะแผนที่ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่หนุ่มผู้เยือกเย็น "ท่านกำลังใช้ทิฐิและความแค้นส่วนตัวที่มีต่อการสูญเสียครั้งก่อน มาเดิมพันกับชีวิตคนนับหมื่นในค่ายนี้... ท่านออกญา ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านเคยสัญญาอะไรไว้เมื่อก้าวเท้าออกจากพระนคร"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ทัพชะงักไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนัด ภาพเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีต—วันที่เพลิงเผาผลาญเรือนพักและเสียงกรีดร้องของครอบครัวดังสะท้อนก้องในห้วงคำนึง—ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนในความมืดมิดของจิตใจ แต่นัยน์ตาของเขากลับยิ่งทอประกายความเยือกเย็นและดุดันขึ้นเป็นทวีคูณ
"ข้าไม่ได้ใช้ทิฐิ..." ทัพกล่าวเสียงต่ำลอดไรฟัน ทีละคำอย่างเน้นย้ำ "ข้ากำลังใช้สติปัญญาที่เหลืออยู่ของคนใกล้ตาย เพื่อยื้อเวลาให้แผ่นดินนี้ยังมีความหวัง พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ใช่คนโง่ พระองค์รู้ว่าเรากำลังอ่อนล้า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระองค์ส่งหน่วยสอดแนมมาป่วนเราเมื่อคืนนี้"
สิ้นคำพูดของทัพ บรรยากาศภายในกระโจมก็พลันเย็นเยียบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเกราะกระทบกันจะดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากภายนอก
"ท่านออกญา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" นายทหารยามวิ่งหน้าตื่นพุ่งพรวดเข้ามาในกระโจมจนเกือบสะดุดชายผ้าใบ "กองหน้าของฝ่ายเราที่ลาดตระเวนแถบลำน้ำสาขา ถูกซุ่มโจมตี... และ... และพวกมันไม่ได้ใช้ธนูหรือหอกพ่ะย่ะค่ะ"
ทัพหันขวับทันที สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แล้วพวกมันใช้อะไร?"
"ไฟพ่ะย่ะค่ะ... พวกมันใช้สารเคมีบางอย่างที่ลอยมากับน้ำ ติดไฟได้แม้กระทั่งบนผิวน้ำ ตอนนี้แนวป้องกันทางทิศตะวันตกกำลังถูกเพลิงล้อมรอบ ทหารของเราถอยร่นไม่เป็นขบวนแล้ว!"
บัวแก้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางหันมามองทัพทันที "นั่นมันกลยุทธ์ของกองทัพเมืองหลวงทางเหนือ... พระเจ้าสุริวงศ์ทรงนำกองกำลังลับของ 'กองทัพอัคคีโลหิต' มาสมทบด้วยตัวเองแล้ว!"
ทัพสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ หากฝ่ายตรงข้ามใช้ไฟเป็นอาวุธทำลายแนวป้องกันทางน้ำ แสดงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันไม่ใช่การตีค่ายแตกในคืนนี้ แต่เป็นการตัดเส้นทางลำเลียงน้ำและเสบียง เพื่อบีบให้พวกเขาต้องเดินเข้าสู่ "ลานประหาร" ที่ถูกจัดเตรียมไว้ในยามรุ่งอรุณ
นี่คือเกมหมากรุกที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างแยบคาย และเขากำลังเดินเข้าสู่มุมอับทีละก้าว
"เตรียมม้ากระhabของข้า..." ทัพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย เขื้อมือหยิบดาบประจำกายขึ้นมาคาดเอว ตรวจสอบความพร้อมของคมดาบที่สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงเป็นประกายวาบ
"ท่านจะไปไหน ออกญา!" บัวแก้วร้องท้วงด้วยความตกใจ นางเอื้อมมือมาคว้าชายเสื้อแขนเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว "ออกไปตอนนี้ก็เท่ากับเดินเข้ากองไฟ ท่านไม่มีทางรอดจากกลศึกวงล้อมนั้นแน่!"
ทัพหันกลับมามองสตรีตรงหน้า ชั่วขณะหนึ่ง แววตาที่แข็งกร้าวของแม่ทัพหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นสัมผัสหลังมือของนางเบาๆ เป็นเชิญปฏิเสธความห่วงใยนั้นอย่างสุภาพแต่หนักแน่น
"ถ้าข้าไม่ไป บาดแผลของคนในค่ายนี้ก็จะไม่ความหมายอะไรเลย แม่หญิงบัวแก้ว..." ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง "หน้าที่ของข้าคือการปกป้องแผ่นดิน ไม่ใช่การยืนมองมันมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา"
เขาสลัดตัวหลุดจากการเกาะกุมของนาง ก้าวฉับๆ ออกจากกระโจมท่ามกลางเสียงลมพายุที่เริ่มโหมกระหน่ำ ท้องฟ้ายามราตรีถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกลามเข้ามาใกล้ทุกที ทัพกระโดดขึ้นหลังม้าสีหมอกคู่ใจ ดึงบังเหียนแน่นจนม้าพ่นลมหายใจฮึดฮัดด้วยความตื่นตระหนก
ทัพชูคมดาบขึ้นฟ้า ส่งสัญญาณสั่งการกองกำลังที่เหลืออยู่เตรียมตั้งรับการโจมตีครั้งสุดท้าย ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะควบม้าทะยานออกไปยังแนวหน้า เสียงกัมปนาทที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยกก็ระเบิดขึ้นจากใจกลางค่ายพักของฝ่ายตนเอง!
เปลวไฟสีเขียวประหลาดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แสงสว่างจ้าของมันเปิดเผยให้เห็นเงาร่างของทหารยามนับสิบลقที่ล้มฟุบลงกับพื้นโดยไร้บาดแผลฉกรรจ์ แต่มีเลือดสีดำไหลทะลักออกจากทวารทั้งห้า และสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของทัพเย็นเฉียบลงถึงขั้วกระดูก คือธนูเหล็กกล้าดอกหนึ่งที่ปักอยู่บนเสากลางกองบัญชาการ—ธนูที่สลักตราสัญลักษณ์รูป "พญานาคราชเกล็ดโลหิต" ซึ่งเป็นเครื่องหมายเฉพาะตัวของกองกำลังองครักษ์เงาที่ควรจะอยู่ห่างออกไปนับร้อยลี้ และไม่มีทางล่วงล้ำเข้ามาถึงใจกลางค่ายนี้ได้เว้นแต่จะมี... "ไส้ศึก" ระดับสูงอยู่ภายในกองบัญชาการของเขาเอง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 26
บทที่ 26
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!