กลิ่นคาวสนิมเหล็กและคราบเขม่าดินปืนยังไม่ทันจางหายจากผืนหญ้าหน้าค่ายหลวง ฝุ่นตลบจากม้าศึกนับร้อยยังคงแขวนลอยอยู่เบื้องบนราวกับม่านหมอกแห่งความตาย
“ถอยธนูออกไปเสียให้หมด... หากยังไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่า”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ดังลอดไรฟัน นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองเงาร่างของนายกองทัพหน้าผู้กำลังหวาดวิตก ทัพในชุดเกราะหนังย้อมดำเปรอะคราบเลือดแห้งกรัง ยืนค้ำอาวุธคู่กายพิงศาลาบัญชาการชั่วคราว ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ราวกับทุกคนในที่นั้นกำลังหายใจร่วมจังหวะเดียวกันกับความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวแม่ทัพหนุ่ม
เบื้องหน้าเขา แม่หญิงบัวแก้วกำลังง่วนอยู่กับการทำแผลให้พลทหารนายหนึ่ง มือเรียวบางที่เปื้อนคราบโลหิตบรรจงคีบเศษเหล็กชิ้นเล็กออกจากไหล่ของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างแม่นยำ โดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องครวญครางหลุดรอดจากริมฝีปากของคนเจ็บ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตากับทัพผ่านแสงไฟจากคบเพลิงที่วับแวมในยามพลบค่ำ
“ท่านยังห่วงแต่เรื่องยุทธการ... จนลืมไปแล้วกระมังว่าแผลที่แขนขวาของท่านเองก็เริ่มส่งกลิ่นเน่าแล้ว” บัวแก้วเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มีด2คม แฝงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น
ทัพชําเลืองมองแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนของตนเอง ซึ่งถูกพันไว้ลวกๆ ด้วยผ้าดิบ
“ศึกยังไม่จบ บาดแผลแค่นี้ยังไม่พรากวิญญาณข้าไปจากยมโลกหดอกแม่บัว” ทัพตอบเสียงเรียบ นั่งลงบนตั่งไม้ใกล้กันอย่างหมดแรง ความปวดร้าวแล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นประสาท แต่เขาเลือกที่จะขบกรามแน่นและกลืนมันลงคอ
ปมในใจเรื่องการสูญเสียครอบครัวจากสมรภูมิครั้งเก่าผุดขึ้นมาหลอนหลอกในความเงียบ ภาพเปลวเพลิงที่เผาผลาญเรือนชานและเสียงกรีดร้องยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาททุกครั้งที่เขาหลับตาลง แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ พระเจ้าสุริวงศ์ กษัตริย์ฝ่ายศัตรูผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์และยุทธวิธีอันลึกล้ำ กำลังเดินหมากตานี้อย่างเงียบเชียบ และหากเขาพลาดแม้แต่ก้าวเดียว แผ่นดินอยุธยาคงไม่เหลือแม้แต่ชื่อ
ในขณะเดียวกัน ณ ค่ายหลวงฝั่งตรงข้าม ภายใต้พลับพลาผ้าไหมสีเข้ม พระเจ้าสุริวงศ์กำลังทอดพระเนตรแผนที่สนามรบด้วยพระพักตร์เรียบเฉย แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบพระเนตรที่ฉายแววเจ้าเล่ห์และลึกล้ำราวกับห้วงมหาสุมทร พระองค์ทรงขยับหมากไม้จันทน์แกะสลักรูปม้าศึกไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่—เส้นทางลำเลียงเสบียงหลักของอยุธยา
“ฝ่าบาท... สายรายงานว่าออกญาเสนาภิมุขกำลังประสบปัญหาเรื่องเสบียงกรังและยุทโธปกรณ์ที่ร่อยหรอลงทุกที พระองค์จะให้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ในคืนนี้เลยหรือไม่พะยะค่ะ” แม่ทัพคู่พระทัยทูลถามด้วยความฮึกเหิม
พระเจ้าสุริวงศ์ทรงยกมุมโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย ทรงวางหมากม้าลงอย่างนิ่มนวลแต่หนักหน่วง
“ใจเย็นก่อนท่านแม่ทัพ... การบดขยี้สุนัขจนมุมในทันที มีแต่จะทำให้มันกัดไม่ปล่อยจนเราเสียเลือดเนื้อโดยใช่เหตุ จงปล่อยให้ความหิวกระหายและความหวาดระแวงบั่นทอนจิตใจของพวกมันทีละน้อย... และอีกอย่าง ทัพผู้นั้นไม่ใช่ศัตรูที่เราควรดูแคลน ฝีมือระดับเขา... ย่อมต้องมีแผนสำรองซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้งของความพ่ายแพ้อยู่เสมอ” สุริวงศ์ตรัสด้วยพระสุระเสียงที่เปี่ยมด้วยความนับถือในเชิงศึก แม้จะยืนอยู่คนละฝั่งของคมดาบก็ตาม
กลับมาที่ค่ายของทัพ บรรยากาศตึงเครียดขึ้นเมื่อทหารม้าเร็วผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาในค่ายด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมม ม้าคู่ชีพหอบฮักจนล้มพับลงกับพื้น ร่างของทหารหนุ่มกลิ้งหล่นลงแทบเท้าของทัพ
“ท่านแม่ทัพ!... แย่แล้วขอรับ!... เส้นทางลำเลียงเสบียงทางทิศเหนือ... ถูกกองกำลังปริศนาเข้าปล้นสะดมจนราบคาบ ข้าวสารและดินปืนทั้งหมดถูกเผาทำลาย... ไม่เหลือแม้แต่กระสอบเดียวขอรับ!”
ข่าวร้ายราวดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางวงประชุม ทหารหลายนายหน้าซีดเผือด เสียงอื้ออึงดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก บัวแก้วหยุดมือจากการทำแผล หันขวับมามองทัพทันที
ทัพไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาสักคำ ใบหน้าคมคายนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหิน นัยน์ตาคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดั่งน้ำลึก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ หยิบดาบประจำกายขึ้นมาคาดเอว
“พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ทำลายเสบียง...” ทัพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบจนทุกคนต้องเงียบเสียงลง “พวกมันจงใจต้อนเราให้จนมุม เพื่อให้เราต้องเดินเข้าสู่ ‘ถ้ำเสือ’ ที่พวกมันขุดรอไว้”
ทัพกวาดสายตามองหน้าแม่ทัพนายกองทุกนายด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางวิกฤตที่ไร้ทางออก ความมืดมิดของราตรีกาลดูราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป แต่จิตวิญญาณของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนหาได้หวั่นไหวไม่
ทว่า ในขณะที่ทัพกำลังจะออกคำสั่งเพื่อปรับเปลี่ยนแผนการรบครั้งใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารยามหน้าค่ายก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว
“ทะ... ท่านแม่ทัพ! มีแขกไม่ได้รับเชิญ... บุกเดี่ยวเข้ามาถึงหน้ากระโจมบัญชาการขอรับ!”
ทัพและบัวแก้วขมวดคิ้วเข้าหากันทันที ทัพก้าวเท้าฉับๆ ออกจากกระโจมท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาปรอยๆ แสงจากคบเพลิงส่องกระทบเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนกอดอกรออยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารอยุธยาหลายสิบนายที่ชูอาวุธเล็งตรงมายังเขา
บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้มเปียกปอน ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกปีกกว้าง แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นและค่อยๆ ปลดผ้าคลุมออก ทัพถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง—เพราะบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าในยามวิกฤตนี้ คือคนที่ไม่มีทางจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ได้ด้วยซ้ำ
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 28
บทที่ 28
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!