โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 32

บทที่ 32

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้ามาตายแทนที่นี่... บัวแก้ว" สุ้มเสียงของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) แหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ยามที่ปลายนิ้วหนาของแม่ทัพหนุ่มกดลงบนปากแผลฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ของหญิงสาว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไَอฝนยามดึกที่สาดซัดเข้ามาในกระโจมพยาบาลสนาม แสงคบเพลิงวับแวมสะท้อนดวงตาคมกริบที่มักจะเยือกเย็นเสมอในยามออกศึก ทว่าเวลานี้กลับฉายแววความเจ็บปวดลึกๆ ที่เขาพยายามซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต แม่หญิงบัวแก้วเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความเจ็บปวดจากคมดาบของทหารศัตรูที่เฉียดผ่านเนื้อเยื่อเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เธอน้ำตาซึมเท่ากับแววตาของบุรุษตรงหน้า นางฝืนยกมือขึ้นแตะหลังมือของเขาเบาๆ เป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เขาโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง "สงครามไม่ได้เลือกกระสุนและคมดาบหรอกเจ้าค่ะท่านออกญา... และตัวข้าเอง ก็เลือกแล้วที่จะยืนอยู่ ณ จุดที่โลหิตของแผ่นดินนี้รดลงมา" บัวแก้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น นางดึงผ้าพันแผลจากมือเขามาถือไว้เอง "ท่านควรไปดูที่แนวหน้า... พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ได้ส่งแค่หน่วยกล้าตายมาลอบวางเพลิงเสบียง แต่มันคือสัญญาณเตือนว่ากองทัพใหญ่ของฝ่ายนั้นกำลังเคลื่อนพลข้ามแม่น้ำมาในคืนนี้" ทัพขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เกราะหนังชั้นนอกมีรอยไหม้เกรียมจากสะเก็ดไฟและความวุ่นวายเมื่อชั่วโมงก่อน มันสมองของแม่ทัพหนุ่มกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงภายใต้ความกดดันระดับความเป็นความตายของทั้งกองทัพ หากเสบียงหลวงล็อตสุดท้ายถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น การศึกยืดเยื้อครั้งนี้ย่อมจบลงด้วยความพ่ายแพ้โดยไม่ต้องรอให้ข้าศึกประชิดกำแพงเมืองด้วยซ้ำ ภายในค่ายหลวงฝ่ายศัตรูห่างออกไปเพียงย่างก้าวเดียว พระเจ้าสุริวงศ์ประทับนั่งนิ่งสนิทบนเก้าอี้สนามไม้สักทอง พระเนตรคมกวาดมองแผนที่สนามรบที่กางอยู่เบื้องหน้าโดยมีแสงเทียนส่องสว่างเพียงน้อยนิด พระองค์ทรงแยกพระโอษฐ์ยิ้มแย้มเล็กน้อยเมื่อแม่ทัพคู่ใจรายงานผลการปฏิบัติการลอบวางเพลิง "เจ้าทัพมันคงกำลังหัวเสียไม่น้อยสินะ..." พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสแห่งความเย้ยหยันและชื่นชมในคราวเดียวกัน "เสนาภิมุขผู้นี้มีมันสมองที่น่ากลัว หากปล่อยให้ตั้งหลักได้ในฤดูน้ำหลากนี้ อยุธยาจะกลายเป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวไม่ลงเป็นแน่" "พระAเจ้าข้า... สายรายงานว่ากองกำลังของออกญาเสนาภิมุขเสียหายเพียงเล็กน้อย เพราะแม่หญิงที่เป็นหมอสนามคนนั้นไหวตัวทันและระดมคนมาดับไฟได้เสียก่อนพะยะค่ะ" แม่ทัพฝ่ายศัตรูค้อมตัวลงทูลรายงานด้วยความระมัดระวัง พระเจ้าสุริวงศ์ทรงวางแผนที่ในพระหัตถ์ลงช้าๆ ทรงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าช่องเปิดของพลับพลา ทอดพระเนตรสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย "นางหมอหลวงคนนั้น... ลูกสาวเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือสินะ ช่างเป็นสตรีที่หาญกล้ายิ่งนัก ช่างน่าเสียดายที่นางไม่ได้เกิดในฝั่งของเรา" ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะรับสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ส่งสาส์นลับไปบอกหน่วยใต้ดิน... คืนนี้ หากจับเป็นแม่หญิงบัวแก้วไม่ได้ ก็จงเด็ดหัวนางเสีย เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของไอ้ทัพมัน!" ณ ค่ายพักแรมฝั่งอยุธยา ทัพเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามแนวคูเมืองด้วยฝีเท้าหนักแน่น ทหารราบทุกนายต่างอยู่ในความตื่นตัว แม้ความเหนื่อยล้าจะกัดกินเรี่ยวแรงจนแทบยืนไม่ไหว แต่ไม่มีใครกล้าละสายตาจากความมืดมิดเบื้องหน้า ความเงียบงันยามดึกสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าฝ่าสายโคลนที่ดังใกล้เข้ามา ร่างของทหารลาดตระเวนผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าทัพด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด "ท่านออกญา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ... ที่กระโจมพยาบาลหลวง!" ทัพชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบราวกับถูกค้อนเหล็กทุบเข้าที่กลางอก ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด—ภาพเปลวเพลิงที่กลืนกินเรือนพักและร่างไร้วิญญาณของครอบครัวในสงครามครั้งก่อน สัญชาตญาณดิบของนักรบถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด เขาไม่รอฟังคำรายงานให้จบด้วยซ้ำ ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงเสียงย่ำโคลนที่สะท้อนก้องความตระหนก เมื่อทัพมาถึงกระโจมพยาบาล ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความโกลาหล ทหารองครักษ์สองนายล้มฟุบจมกองเลือด ร่องรอยการต่อสู้ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ทั่วบริเวณ ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ... เตียงพักของแม่หญิงบัวแก้วว่างเปล่า มีเพียงผ้าพันแผลเปื้อนเลือดตกอยู่บนพื้น และรอยลากยาวหายออกไปทางชายป่าทึบด้านหลังค่าย ทัพก้มลงหยิบผ้าพันแผลผืนนั้นขึ้นมาสัมผัส ความเย็นเยียบของสายฝนไม่ระคายผิวเท่ากับความเย็นชาที่แผ่ซ่านมาจากก้นบึ้งหัวใจของเขา เขากำผ้าผืนนั้นไว้แน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ โลหิตสีแดงฉานซึมผ่านร่องนิ้วปนเปื้อนกับคราบโคลน ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากคบเพลิงในมือทหารที่วิ่งตามมาก็ส่องกระทบเข้ากับบางสิ่งบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ทางออกรอยลาก... มีลูกดอกอาบยาพิษปักตรึงกระดาษแผ่นหนึ่งไว้กับเปลือกไม้ บนกระดาษแผ่นนั้นมีรอยหมึกเขียนด้วยลายมือตวัดหวัดอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม ทัพก้าวเข้าไปใกล้ หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ข้อความสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียวทำให้ลมหายใจของเขาแทบสะดุดหยุดลง *"หากอยากได้ยอดดวงใจคืน จงมาพบข้าเพียงลำพังที่ซากวัดร้างริมบึงใหญ่ ก่อนตะวันทอแสง"* เบื้องหลังเงาดำของซากวัดร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางสายหมอกยามใกล้รุ่ง เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งถูกมัดติดกับเสาหลักโบสถ์โดยมีคมดาบจ่ออยู่ที่ลำคอระหง นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทว่าดวงตากลับมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างท้าทาย และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าอันคุ้นเคยก็ควบทะยานแหวกความมืดเข้ามาหยุดนิ่งสนิท ทัพก้าวลงจากหลังม้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกำแพงหิน แต่ดวงตากลับดุดันดั่งพญายมที่พร้อมจะล้างผลาญทุกสิ่งที่วางขวางหน้า ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%