กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินปืนในเพิงพักชั่วคราวริมแม่น้ำป่าสัก ย่อมรุนแรงเกินกว่าจะกลบเกลื่อนด้วยกลิ่นสมุนไพรจีนจากหม้อต้มยาเคี่ยวเดือดได้
"เจ้ายังดึงดันจะใช้แผนการนี้จริง ๆ หรือ, ออกญาเสนาภิมุข"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววแห้งผากเอ่ยขึ้นท่ามกลางเงาสลัวของตะเกียงน้ำมันก๊าดที่วับแวมยามต้องสายลมราตรี ผู้เอ่ยคือแม่หญิงบัวแก้ว นางกำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดคราบโลหิตแห้งกรังบนหัวไหล่ของทหารหนุ่มนายหนึ่งอย่างเบามือ ทว่าสายตาคมกริบกลับมิได้มองแผลนั้น นางตวัดขึ้นมองบุรุษผู้ยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่ริมหน้าต่างไม้ไผ่ที่ถูกงัดเปิดรับลม
ออกญาเสนาภิมุข หรือ "ทัพ" ยังคงไม่ขยับกาย แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคู่คมที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนิท เขากวาดสายตามองออกไปเบื้องนอก ทัศนียภาพยามดึกสงัดคือความมืดมิดของทุ่งนาอันเวิ้งว้างและเงาตะคุ่มของกองทัพข้าศึกที่ตั้งค่ายประชิดอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามโยชน์
"หากเราไม่เดินหมากตานี้ เกรงว่ารุ่งสางวันพรุ่งนี้ พระอาทิตย์จะไม่ได้ส่องแสงกระทบยอดพระเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์อีกต่อไปแล้วครับ, แม่หญิง" ทัพเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล ทว่าแฝงไว้ด้วยน้ำหนักที่กดทับหัวใจคนฟังจนแทบหยุดหายใจ
บัวแก้วชะงักมือที่กำลังพันแผล นางวางผ้าลงในอ่างกระเบื้องเคลือบ เสียงกระทบกันเบา ๆ ดังก้องในความเงียบ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้แม่ทัพหนุ่มอย่างช้า ๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นของสมุนไพรพื้นบ้านปะปนกับความเคร่งเครียดแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง
"ท่านกำลังเอาชีวิตของคนทั้งอยุธยา... และชีวิตของตัวท่านเองไปเดิมพันบนกระดานที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของชัยชนะ พระเจ้าสุริวงศ์มิใช่แม่ทัพสติฟั่นเฟือนที่จะหลงกลอุบายตื้นเขินของท่านหรอกนะทัพ พระองค์ทรงรอบคอบและโหดเหี้ยมกว่าที่ท่านคิด" บัวแก้วเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความกังวลที่เก็บงำมานาน
ทัพหันกลับมาเผชิญหน้าร่างบาง รอยแผลเป็นจากคมดาบที่พาดผ่านลำคอภายใต้ร่มผ้าขยับตามการกลืนน้ำลายของเขา ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะด้ามดาบคาตานะโบราณที่เหน็บอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า
"ข้าทราบดีครับ... พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาดที่สุดในรอบศตวรรษของฝ่ายนั้น แต่เพราะพระองค์ทรงฉลาดนี่แหละครับ เราจึงต้องใช้ความจริงใจเข้าแลกกับความระแวง"
"ความจริงใจ?" บัวแก้วทวนคำ หัวเราะในลำคอด้วยความขื่นขม "ในยามสงครามเช่นนี้ ความจริงใจมีค่าต่ำกว่าเศษดินเสียอีก ท่านเอาอะไรมามั่นใจว่าพระเจ้าสุริวงศ์จะทรงสดับตรับฟังสารจากคนเจรจาอย่างท่าน"
"เพราะพระองค์ทรงปรารถนาสิ่งเดียวกันกับข้าพเจ้าไงครับ" ทัพตอบเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาเป็นประกายวับวามในความมืด "ราชบัลลังก์ที่ปราศจากคราบเลือดของราษฎร... แม้จะเป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎี แต่มันคือสิ่งเดียวที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงโหยหาในยามที่พระองค์ทรงบรรทมหลับตาลง"
บรรยากาศภายในเพิงพักตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ของแม่น้ำเป็นฉากหลัง ทัพหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อครั้งสูญเสียครอบครัวไปในเพลิงสงครามเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงราวกับภาพฉายซ้ำ รอยแผลในใจที่ไม่เคยจางหายคือแรงผลักดันให้เขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อยุติมหาสงครามครั้งนี้ แม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจของตนเองก็ตาม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและรวดเร็วดังขึ้นจากลานดินด้านนอก ขัดจังหวะห้วงความคิดของทั้งคู่ ทหารยามหน้าค่ายผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจนเกือบสะดุดธรณีประตู
"ท่านออกญา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" ทหารนายนั้นคุกเข่าลงหอบหายใจจนตัวโยน เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
ทัพขมวดคิ้วมุ่น ก้าวเข้าไปประคองทหารนายนั้นให้ลุกขึ้นด้วยท่าทีเยือกเย็น "ตั้งสติแล้วค่อย ๆ พูด เกิดอะไรขึ้นที่แนวหน้าทิศตะวันตก"
"มี... มีราชสมิงจากค่ายหลวงฝ่ายข้าศึกควบม้าฝ่าความมืดเข้ามาครับ พวกมันไม่ได้มาเพื่อโจมตี แต่... แต่ผู้นำสารอ้างตัวว่าเป็นราชองครักษ์คนสนิทของพระเจ้าสุริวงศ์ นำสาส์นลับมามอบให้ท่านออกญาโดยเฉพาะครับ!"
บัวแก้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางหันขวับมามองทัพทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น การที่กษัตริย์ฝ่ายศัตรูส่งสาส์นลับยามวิกาลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีอย่างแน่นอน มันอาจเป็นแผนลอบสังเกตการณ์ หรืออาจเป็นกับดักมรณะที่รอให้แม่ทัพแห่งอยุธยาเดินเข้าไปติดบ่วง
ทัพนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าความเสี่ยงมีสูงยิ่งยวด แต่ในขณะเดียวกัน นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะพลิกกระดานศึกครั้งนี้ได้
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับลมปราณ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวที่ไร้ความเกรงกลัวใด ๆ
"พาเขาเข้ามา... ข้าอยากรู้ว่าพระเจ้าสุริวงศ์ทรงมีพระราชประสงค์อันใด ถึงได้ส่งสาส์นมาถึงมือข้าในยามวิกาลเช่นนี้"
ทหารยามรับคำแล้วรีบถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็ว ทัพหันกลับมาหาแม่หญิงบัวแก้วที่กำลังยืนกำมือแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน นางส่งสายตาห้ามปราม แต่มือของทัพกลับยกขึ้นโบกเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งกำลังก้าวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ บนพื้นไม้กระดานด้านนอก ประตูเพิงพักค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษผู้สวมชุดเกราะนักรบชั้นสูง หมวกเหล็กปีกกว้างถูกถอดถือไว้ในมือ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มซ้าย ดวงตาดุดันคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่ทัพด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว
และก่อนที่ทัพจะได้เอ่ยปากทักทาย ผู้มาเยือนกลับชูม้วนสาส์นประทับตราครั่งสีชาดขึ้นสูง พร้อมกับกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทัพแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ฝ่าบาททรงตรัสว่า... หากเจ้าอยากรู้ความลับเบื้องหลังการตายของครอบครัวเจ้า จงตามข้าไปยังค่ายหลวงในคืนนี้"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ พงศาวดารมีชีวิต
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 33
บทที่ 33
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!