กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินชุ่มฝนในค่ายพักแรมยามวิกาล คล้ายจะหนาแน่นเสียจนแทบจะคว้าจับต้องได้ ปลายศาลาบัญชาการทัพหลวง แสงเทียนเล่มโตสาดส่องเงาทะมึนทอดตัวยาวไหววูบตามแรงลมราตรีที่ลอดผ่านช่องผ้าใบ ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) นั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นหนังดิบ สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจับจ้องอยู่ที่แนวรอยต่อของเทือกเขาตะนาวศรี จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพอโยธยาและกองกำลังฝ่ายพระเจ้าสุริวงศ์กำลังขับเคี่ยวแย่งชิงกันอย่างดุเดือด
"รายงานจากแนวหน้าครับท่านออกญา... กองลาดตระเวนของเราปะทะกับทหารม้าเร็วด้านทิศตะวันตก เสียไพร่พลไปเกือบกองร้อย และดูเหมือนว่าเสบียงสำรองล็อตสุดท้ายที่เราซ่อนไว้ในถ้ำศิลาแลง จะถูกเพลิงเผาผลาญจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วครับ"
เสียงรายงานของนายกองทหารราบหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อย มิใช่ด้วยความขลาดเขลา หากแต่เป็นเพราะความกดดันมหาศาลที่กดทับหัวใจของทุกคนในค่ายแห่งนี้มานานนับแรมเดือน ทัพไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามรอยหมึกบนแผนที่อย่างเชื่องช้า ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับกระแสคลื่นใต้น้ำที่นิ่งสงบ ทว่าซ่อนพายุร้ายไว้ภายใน
"เผาหรือ..." ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศภายในกระโจมเงียบกริบลงในทันที "คนที่รู้จักจุดซ่อนเสบียงลับในเขตอภัยทานเช่นนั้นได้ มีเพียงคนเดียว... ไม่สิ ต้องเรียกว่าหนอนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้รากแก้วของอโยธยามานานต่างหาก"
ในจังหวะนั้นเอง ม่านผ้าใบด้านหน้าถูกเลิกขึ้นอย่างแผ่วเบา แม่หญิงบัวแก้วก้าวเข้ามาด้วยก้าวเท้าที่มั่นคง แม้ใบหน้าของนางจะฉาบไว้ด้วยความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำรักษาผู้เจ็บป่วยในโรงสนามตลอดคืน แต่แววตากลับเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยว นางวางถาดสมุนไพรและม้วนกระดาษรายงานลับลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม
"ท่านออกญากำลังสงสัยใครหรือเจ้าคะ... ขุนนางเก่าจากฝั่งเหนือ หรือว่าสายสืบที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงส่งแทรกซึมเข้ามาตั้งแต่ก่อนเรายกทัพออกจากกำแพงเมือง?"
ทัพเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาของแม่ทัพหนุ่มอ่อนลงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม เขารู้ดีว่าศึกครั้งนี้มิใช่มีเพียงข้าศึกที่ประจันหน้าอยู่เบื้องปลายดาบ หากแต่ยังมีสงครามจิตวิทยาและการหักหลังที่กัดกินจากภายใน
"ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม... บัวแก้ว" ทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะหนังศึกส่งเสียงกระทบกันเบาๆ "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่านเกมขาด พระองค์ไม่เคยเดินหมากอย่างไร้ความหมาย การที่ทรงยอมสูญเสียกองกำลังแนวหน้าไปเมื่อวาน ก็เพื่อล่อให้เราทุ่มกำลังทั้งหมดไปที่หุบเขาแคบ แล้วตลบหลังด้วยกองทหารม้าเร็วที่ซุ่มอยู่... พระองค์กำลังเล่นเกมยาวกับเรา"
"แล้วเราจะรับมืออย่างไรเพคะ ในเมื่อเสบียงก็ร่อยหรอลงทุกที ไพร่พลเริ่มมีอาการอ่อนล้าจากโรคสนาม หากเราถอย เท่ากับเปิดทางให้พระองค์ยกทัพประชิดพระนครได้ง่ายขึ้น แต่หากเรายังดึงดันรุกต่อ ความสูญหายอาจจะเกินกว่าที่เราจะแบกรับไหว" บัวแก้วก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่อีกนิด กลิ่นอายของยาหอมและสมุนไพรเฉพาะตัวของนางช่วยเจือจางกลิ่นคาวเลือดในกระโจมลงได้บ้าง
ทัพไม่ตอบคำถามในทันที เขากวาดสายตามองออกไปนอกกระโจม ท้องฟ้ายามดึกมืดสนิทไร้แสงดาว ราวกับแผ่นดินกำลังกลืนกินความหวังของมนุษย์ทีละน้อย ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด—เปลวเพลิงที่เผาผลาญเรือนชาน ครอบครัวที่ต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์ด้วยคมดาบของสงคราม ปมในใจนั้นไม่เคยจางหาย แต่มันกลับหลอมรวมให้จิตใจของเขาแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าที่ผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เราจะไม่ถอย... และเราจะไม่บุกสุ่มสี่สุ่มห้า" ทัพหันกลับมา แววตาคมกลาปฉายประกายเจิดจ้าขึ้นในความมืด "ในเมื่อพระเจ้าสุริวงศ์ทรงคิดจะใช้หุบเขาตะนาวศรีเป็นสุสานของเรา เราก็จะเปลี่ยนหุบเขานั้นให้เป็นอ่างโลหิตสำหรับพระองค์เช่นกัน... เตรียมกำลังพลชุดจู่โจมพิเศษ ภายในยามสาม เราจะใช้เส้นทางลับหลังน้ำตกผาแดง ลอบเข้าตีค่ายหลวงของฝ่ายศัตรูโดยตรง"
บัวแก้วเบิกตากว้างเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเส้นทางนั้นอันตรายเพียงใด หน้าผาสูงชันและกระแสน้ำเชี่ยวกรากในยามค่ำคืนมีแต่ความตายรออยู่ แต่นางก็พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล นางหยิบผ้าพันแผลสะอาดผืนสุดท้ายส่งให้เขา พร้อมกับเอ่ยเบาๆ
"หม่อมฉันจะเตรียมยาสมานแผลและยาพิษสนามไว้ให้พร้อม... ขอให้ท่านออกญานำชัยชนะกลับมาเพื่อแผ่นดินของเราให้จงได้"
ทัพรับผ้าพันแผลนั้นมาถือไว้ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของนางทำให้หัวใจที่ด้านชาชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง เขากำมันแน่นก่อนจะเก็บใส่สาบเสื้อ แล้วเดินออกจากกระโจมเพื่อไปตรวจแถวพลทหารเตรียมรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า
เวลาล่วงเลยจนเข้าสู่ยามสาม ความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทัพและกองกำลังชุดจู่โจมเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบราภูตผีผ่านผืนป่าทึบ เสียงสายน้ำตกคำรามก้องแข่งกับเสียงหรีดหริ่งเรไร พวกเขากำลังปีนป่ายหน้าผาศิลาที่เปียกลื่นด้วยละอองน้ำ ทุกก้าวเต็มไปด้วยความเสี่ยง พลาดเพียงนิดเดียวคือความตายสู่ก้นเหวเบื้องล่าง
ในที่สุด ทัพก็สามารถนำกำลังพลขึ้นมาถึงเบื้องหลังค่ายหลวงของฝ่ายศัตรูได้สำเร็จ แสงไฟจากค่ายพักแรมของพระเจ้าสุริวงศ์ส่องสว่างไสว เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของทหารยامยามดังแว่วมาเป็นระยะ ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในกำมือ และแผนการลอบโจมตีแบบสายฟ้าแลบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ทัพชักดาบออกจากฝัก คมดาบเหล็กกล้าสะท้อนแสงไฟวับวับในความมืด เขากำลังจะส่งสัญญาณให้เหล่าทหารเข้าจู่โจมตามแผนที่วางไว้
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วกำลังจะสะบัดลง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะอย่างน่าประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ สามครั้ง ที่ดังแทรกเสียงน้ำตกกกก้องราวกับจงใจเย้ยหยัน
"ฝีมือการเดินทัพผ่านหน้าผาผาแดงของท่านออกญา... ช่างสมกับคำร่ำลือว่าเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งอโยธยาเสียจริง"
ทัพสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปพร้อมกับตวัดดาบชี้ไปยังเงาร่างหนึ่งที่ยืนกอดอกพิงโขดหินใหญ่อย่างสบายอารมณ์ภายใต้เงาไม้ใหญ่
แสงคบเพลิงจากทหารยามฝ่ายศัตรูที่ก้าวออกมาล้อมรอบตัวพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ส่องให้เห็นใบหน้าของผู้ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว พระเจ้าสุริวงศ์ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ แววตาคมปลาบเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ราวกับทอดพระเนตรดูเด็กน้อยกำลังเล่นสนุกในกำมือ
"เรารอการมาเยือนของท่านอยู่... ออกญาเสนาภิมุข"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ พงศาวดารมีชีวิต
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!