โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 35

บทที่ 35

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คราบเลือดบนพื้นไม้สักทองยังคงส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ผสมปนเปไปกับกลิ่นไอน้ำมันยางและเขม่าควันไฟจากค่ายกลศึกที่เพิ่งมอดดับลงเมื่อยามสาม กลิ่นอายของความตายและความสูญเสียมิได้จางหายไปตามแสงคบเพลิงที่ริบหรี่ หากแต่ฝังแน่นอยู่ในโครงสร้างของเรือนบัญชาการทัพหลวงแห่งนี้ ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ซึ่งทำจากหนังวัวฟอกเกลี้ยง บนนั้นเต็มไปด้วยหมุดไม้ไผ่ที่ปักปันอาณาเขตและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกเหล็กขัดเงาจดจ้องไปยังจุดสีแดงฉานทางตอนเหนือ—พิกัดที่กองกำลังของพระเจ้าสุริวงศ์กำลังเคลื่อนพลเข้ามาประชิดอย่างเงียบเชเชียบราวกับพญางูใหญ่ที่กำลังเลื้อยรัดเหยื่อ "เงียบเกินไป..." เสียงทุ้มต่ำหลุดจากริมฝีปากแห้งผากของแม่ทัพหนุ่ม มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นสัญชาตญาณดิบของคนที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน ความเงียบสงบของข้าศึก ณ ชายป่าโปร่งเบื้องหน้านั้น ผิดธรรมชาติจนน่าสะพรึงกลัว ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวในท้องทะเลอันราบเรียบ "ข้าส่งหน่วยสอดแนมออกไปสามชุดแล้วครับท่านเจ้าคุณ" เสียงฝีเท้าเบาหวิวดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของแม่หญิงบัวแก้ว นางอยู่ในชุดเกราะหนังอ่อนสำหรับสนามรบ ใบหน้างามเลอะเขม่าดินและคราบเหงื่อ แต่แววตาคู่คมนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้บุรุษเพศ ในมือของนางกำม้วนสารลับที่เพิ่งถอดรหัสเสร็จสิ้น "ไม่มีใครกลับมาสักคนเดียว... สัญญาณนกต่อที่เราวางไว้ที่เชิงเขาตะโกนถูกตัดขาดอย่างไร้ร่องรอย ข้าเกรงว่า..." "เกรงว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อล้อมกรอบเราอย่างที่คิด" ทัพต่อบทสนทนาขึ้นทันทีโดยไม่ต้องให้นางเอ่ยจบประโยค ดวงตาคู่คมยังคงไม่ละไปจากแผนที่ "พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ใช่แม่ทัพที่จะใช้ยุทธวิธีตำราเก่า หากเขาเลือกที่จะเงียบ แปลว่าเขาไม่ได้ต้องการพื้นที่ แต่เขาต้องการ 'หัว' ของเรา" บรรยากาศภายในกระโจมทัพหลวงพลระอุขึ้นทันตาเห็น ความกดดันแผ่ซ่านจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังฟังดูหนักหน่วง ทัพหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เยือกเย็นมาตลอดทอดความอ่อนโยนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยแผลที่ต้นแขนซ้ายของนาง ซึ่งเกิดจากการปะทะเมื่อวานนี้ "เจ้าควรไปพักผ่อน ยาที่หมอหลวงจัดให้ได้ผลดีเพียงใด" "บาดแผลแค่นี้เทียบไม่ได้กับการสูญเสียของไพร่พลนับพันที่รอการตัดสินใจจากท่านหรอกครับท่านออกญา" บัวแก้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับไหววูบ นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะยุทธศาสตร์ วางม้วนสารลับลงบนโต๊ะ "นี่คือข่าวกรองชิ้นสุดท้ายที่สายลับของเราส่งมาก่อนจะขาดการติดต่อ... พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพ พวกเขาไม่ได้ใช้เส้นทางหลวงผ่านลำน้ำกระเสียว แต่ใช้หน่วยจู่โจมพิเศษเดินเท้าผ่านป่าดิบชื้นด้านหลังภูเขาพระพุทธบาท ซึ่งเป็นจุดที่เราละเลยการป้องกันเพราะคิดว่าไม่มีทางที่กองกำลังขนาดใหญ่จะเคลื่อนผ่านได้" ทัพนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ข้อมูลนี้ทำให้หมากทุกตัวบนกระดานที่เขาจัดวางไว้พลิกคว่ำในพริบตา ป่าดิบชื้นหลังเขาพระพุทธบาทเต็มไปด้วยไข้ป่าและโคลนตม การเคลื่อนทัพผ่านที่นั่นหมายถึงการยอมสูญเสียกำลังพลบางส่วนแลกกับความรวดเร็วและความลับสูงสุด... เป็นกลยุทธ์ที่บ้าบิ่น แต่หากทำสำเร็จ มันจะทำให้กองกำลังของอยุธยาถูกตีประกบจากด้านหลังโดยที่ไม่มีโอกาสได้ตั้งแนวรับ "พระองค์ทรงเดิมพันด้วยชีวิตของไพร่พล เพื่อแลกกับการจบศึกนี้ในค่ำคืนเดียว" ทัพพึมพำกับตัวเอง ความคิดในหัวแล่นเร็วatอัตราร้อยแรงม้า ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อครั้งเสียกรุงในอดีตแวบเข้ามาในหัว สมณ์ที่ครอบครัวของเขาต้องถูกกลืนกินด้วยไฟสงคราม ความรู้สึกสูญเสียที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานถูกปลุกเร้าขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่า... ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด "ถ้าเช่นนั้น เราก็ต้องเล่นตามเกมที่พระองค์ทรงเปิดฉากขึ้น" ทัพเงยหน้าขึ้น สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีที่ว่างให้ความลังเล "สั่งการไปยังกองพันทหารราบที่สี่ ถอนกำลังออกจากค่ายกลลวงทางทิศใต้ทั้งหมด นำกำลังพลร้อยนายไปซุ่มที่หุบเขาแคบเบื้องล่าง และ... จุดไฟเผาค่ายเก่าของเราเสียให้หมด" บัวแก้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "เผา... เผาค่ายทัพหลวงของเราเองหรือครับท่าน? นั่นคือฐานที่มั่นสุดท้ายที่เราใช้สะสมเสบียงและยุทโธปกรณ์นะ!" "ใช่ เผาให้หมด" ทัพหันมาสบตานาง แววตานั้นแน่วแน่ดุจหินผา "หากเราต้องการต้อนพญางูใหญ่ให้จนมุม เราต้องทำลายถ้ำของมันเสียก่อน พระเจ้าสุริวงศ์ทรงคาดหวังว่าจะยึดค่ายนี้เป็นฐานบัญชาการต่อในคืนนี้ เมื่อพวกมันเข้ามาในค่ายที่ไร้ผู้คนและเต็มไปด้วยกองเพลิง พวกมันจะสูญเสียรูปขบวน และนั่นคือวินาทีที่เราจะปิดประตูตีแมว" การตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวนี้ทำให้บัวแก้วถึงกับลมหายใจสะดุด นางมองบุรุษตรงหน้า ผู้ชายที่แบกรับชะตากรรมของแผ่นดินไว้บนบ่าทั้งสองข้าง แววตาของเขาไม่ได้มีความกระหายเลือด หากแต่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้งและความเด็ดเดี่ยวที่หาญกล้า นางก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความคารวะ "รับด้วยเกล้าครับท่านออกญา ข้าจะไปจัดการเรื่องการถอนกำลังเดี๋ยวนี้" ร่างบางหมุนตัวก้าวออกจากกระโจมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทัพยืนอยู่ลำพังท่ามกลางแสงเทียนที่วับแวม เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นที่พาดผ่านหัวไหล่ ความเจ็บปวดทางกายช่วยย้ำเตือนว่าเขายังมีลมหายใจ ยังมีหน้าที่ที่ต้องสะสางให้ลุล่วง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยทิศเหนือก็ดังสนั่นหวั่นไหว! *กริ๊งงงง! กริ๊งงงง!* เสียงโลหะกระทบกันดังระรัว ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องคำรามกึกก้องที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่า แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าม้าจำนวนมหาศาลบ่งบอกถึงการมาถึงของกองทัพศัตรู ทัพคว้าดาบประจำกาย ดึงมันออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกันดัง *กริ๊ง* กังวานคมกริบ เขาเดินก้าวเท้าออกไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเปลวเพลิงสีส้มแดงที่กำลังลุกท่วมค่ายทัพหลวงเก่าตามแผนการ แสงไฟสะท้อนกับละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กลิ่นเหม็นไหม้ของไม้และควันไฟตลบอบอวลไปทั่ว ท่ามกลางม่านหมอกควันและแสงเพลิงนั้น กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์กำลังดาหน้าเข้ามาด้วยความฮึกเหิม นำโดยธงชัยเฉลิมพลรูปพญาครุฑกางปีกที่โบกสะบัดอยู่ท่ามกลางพายุฝน ทัพยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินสูง ถือดาบมั่นในมือ ขรึมขลังและเยือกเย็นราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามที่รอคอยการพิพากษา ทว่า... ในวินาทีที่แนวหน้าของศัตรูเหยียบย่างเข้าสู่เขตพื้นที่สังหาร เสียงฝีเท้าม้าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้มาจากทิศทางของกองทัพพระเจ้าสุริวงศ์ กลับดังสวนขึ้นมาจากด้านหลังค่ายกลของอยุธยาเอง เสียงเกือกม้านับร้อยคู่ควบตะบึงฝ่าความมืดเข้ามาอย่างรวดเร็วผิดปกติ ทัพขมวดคิ้วมุ่นทันที เขากวาดสายตาฝ่าสายฝนและกลุ่มควันหนาทึบไปยังเบื้องหลัง ร่างของเงาดำร่างหนึ่งบนหลังอาชาสีหมอกกำลังควบตรงมายังจุดที่เขายืนอยู่ ธงสัญลักษณ์ที่โบกสะบัดอยู่บนมือของทหารม้านั้นไม่ใช่ธงของฝ่ายศัตรู... แต่เป็นธงราชสำนักฝ่ายในของอยุธยาที่ควรจะอยู่ที่พระนครหลวง! ม้าศึกหยุดกงล้อลงฝุ่นตลบ ร่างในชุดเกราะขุนนางชั้นผู้ใหญ่กระโดดลงจากหลังม้าอย่างเร่งรีบ เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยหยาดฝนและเหงื่อไคล ใบหน้านั้นซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขาวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ออกจนกระทั่งชายคนนั้นพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าทัพด้วยความตื่นตระหนก หอบหายใจอย่างรุนแรงจนแทบสิ้นเสียง "ท่าน... ท่านออกญา!" เสียงนั้นสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "แย่แล้ว... แย่แล้วครับ!" ทัพก้าวเข้าไปใกล้ แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังขุนนางผู้นั้น "มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงละทิ้งพระนครมาที่นี่" ขุนนางผู้นั้นเงยหน้าขึ้น น้ำตาผสมกับหยาดฝนไหลอาบสองแก้มอย่างน่าเวทนา ก่อนจะกล่าวคำพูดที่ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็นดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิดในเสี้ยววินาที "พระเจ้าสุริวงศ์... พระองค์ไม่ได้ยกทัพมาตีเราที่นี่... แต่พระองค์ส่งหน่วยจู่โจมลับอีกชุดหนึ่งปลอมตัวเป็นกองโจร เข้าตีแตกพระนครหลวงและ... และจับกุมองค์เหนือหัวไว้ได้แล้วครับ!" *พรึบ!* โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน ดาบในมือของทัพเกือบจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ขณะที่เสียงโห่ร้องของข้าศึกจากเบื้องหน้าดังกระหน่ำเข้ามาอีกระลอก ราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากโชคชะตาที่เล่นตลกกับความพยายามทั้งหมดของเขา -------------------------------------------------------------------------------- *ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ พงศาวดารมีชีวิต*
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%