"หากข้าจะขอชีวิตของไอ้สารเลวผู้นั้น ท่านออกญาจะว่าอย่างไรเล่า?"
น้ำเสียงนั้นมิได้สั่นเครือ แต่มันเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับจะแข็งตัว แม่หญิงบัวแก้วยืนอยู่เบื้องหน้ากองเลือดสีคล้ำบนพื้นกระดานเรือนพักแม่ทัพ แสงจากคบเพลิงสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่นิ่งเรียบ ทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยประกายไฟแห่งความเด็ดเดี่ยว นางไม่ได้มองหน้าออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ ทว่าสายตาของนางจดจ้องไปยังร่างไร้เรี่ยวแรงของเชลยศึกชาวอังวะ—นายกองผู้คุมเสบียงผู้กุมความลับเส้นทางเดินทัพลับ
ทัพเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่ใหญ่ ในสนามรบ เขาคือแม่ทัพผู้เด็ดขาดและเย็นชา การตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายคนนับพันใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่กับสตรีตรงหน้า... สตรีผู้ใช้มือคู่นี้ช่วยชีวิตทหารของเขามาแล้วนับร้อย เขากลับต้องชั่งน้ำหนักคำพูดทุกคำอย่างระมัดระวัง
"ชีวิตของมัน มีค่าพอกับข่าวกรองที่เราสูญเสียไปเมื่อคืนนี้หรือไม่ แม่หญิงบัวแก้ว" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดเกราะอ่อนขยับส่งเสียงกระทบกันเบาๆ "ท่านก็รู้ว่าทหารราษฎรนับร้อยกำลังรอเสบียงชุดนี้ หากปล่อยมันไปเพียงเพราะความเมตตาของท่าน แล้วทหารที่นอนรอความตายอยู่เรือนพยาบาลเล่า... เราจะเอาอะไรไปแลกกับลมหายใจของพวกเขา"
บัวแก้วแค่นยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างของเชลยศึกผู้นั้น กลิ่นอายของสมุนไพรและคราบดินปืนคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศ นางหยิบมีดหมอผ่าตัดเล่มเล็กขึ้นมา หมุนมันเล่นในมืออย่างชำนาญ
"ท่านเข้าใจผิดแล้ว ออกญา... ข้าไม่ได้มาขอความเมตตาให้มัน" บัวแก้วหยุดยืนตรงหน้าทัพ ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เสียจนทัพได้กลิ่นจางๆ ของดอกโมกที่นางมักใช้กลบกลิ่นคาวเลือด "แต่ข้ากำลังจะบอกท่านว่า ไอ้สารเลวคนนี้ มันคือคนเดียวกันกับที่เคยเผาโรงยาหลวงที่เมืองเหนือเมื่อสามปีก่อน และมันนี่แหละ... ที่รู้ว่าเอกสารลับเกี่ยวกับการเคลื่อนพลของพระเจ้าสุริวงศ์ถูกซ่อนไว้ที่ใด"
ดวงตาคมกริบของทัพหรี่ลงทันที ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อครั้งเสียครอบครัวและเมืองหน้าด่านพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองราวกับคลื่นใต้น้ำ บาดแผลในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยความกระหายในชัยชนะ กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยชื่อของ "พระเจ้าสุริวงศ์" และเชลยตรงหน้า
"ท่านแน่ใจแค่ไหน?" ทัพก้าวเข้าไปประชิด น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและอันตรายขึ้นหลายส่วน
"ข้าไม่เคยจำหน้าคนผิด... ยิ่งเป็นคนที่พรากชีวิตคนไข้ของข้าไปต่อหน้าต่อตาด้วยแล้ว" บัวแก้วกระซิบเสียงเบา แต่ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยแรงแค้นที่ถูกเก็บงำมานาน
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูเรือนถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต นายกองทหารรักษาการณ์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของออกญาเสนาภิมุข เนื้อตัวของเขามีรอยแผลเหวอะหวะและคราบเขม่าดินปืนเต็มร่าง
"ท่านแม่ทัพแย่แล้วครับ! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับร้อยนาย จู่โจมเข้าตีค่ายเสบียงทางทิศเหนืออย่างสายฟ้าแลบธงรบที่ชูขึ้น... เป็นธงตราครุฑกางปีกของพระเจ้าสุริวงศ์!"
ทัพนิ่งงันไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะเหลือเกิน ราวกับว่าศัตรูรู้ดีว่าพวกเขากำลังเค้นความลับจากเชลยคนนี้อยู่
"มันไม่ได้มาเพื่อช่วยเชลย..." ทัพพึมพำกับตัวเอง สายตาดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่ความมืดมิดกำลังปกคลุม "แต่มันมาเพื่อ... ปิดปากความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย"
ก่อนที่ทัพจะทันออกคำสั่งใดๆ แสงวาบสีส้มฉานก็สว่างวาบขึ้นท้องฟ้ายามราตรี เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวตามมาติดๆ แรงสั่นสะเทือนทำให้ตะเกียงบนโต๊ะโยกโคลงเคลง เชลยศึกชาวอังวะที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้นเมื่อครู่ กลับส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เลือดทะลักออกจากมุมปาก
"พวกแก... ไม่มีวันชนะฝ่าบาทหรอ... แค่ก! แผนการรบถูกส่งออกไปตั้งแต่เมื่อหัวค่ำแล้ว!" เชลยอังวะหัวเราะคิกคักก่อนจะสิ้นใจลงตรงนั้น
บัวแก้วหันขวับไปมองศพที่ไร้ลมหายใจ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับทัพ แววตานั้นไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่สะท้อนอยู่ในนั้น
"เราถูกแทงข้างหลัง..." บัวแก้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "และคนคนนั้น... อยู่ใกล้กว่าที่เราคิด"
ทัพไม่ตอบคำถาม นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดึงกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กเสียดสีกับหนังดังขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดที่ภายนอกค่ายยังคงดังต่อเนื่อง เขาไม่ได้มองไปที่สนามรบเบื้องหน้า แต่สายตาคมกริบกลับกวาดมองไปยังเงาร่างของนายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ตรงมุมมืดของห้อง—เงาร่างที่กำลังกุมด้ามดาบแน่น และมีรอยยิ้มแปลกประหลาดประดับอยู่บนใบหน้า
"ออกญา... ท่านระวังตัวหน่อยจะดีกว่าครับ" เสียงทุ้มของนายทหารคนสนิทเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ประตูเรือนถูกปิดตายลงจากด้านนอกโดยกองกำลังที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอันดุเดือดนี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 31
บทที่ 31
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!