โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 44

บทที่ 44

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กยังไม่จางหายไปจากปลายนาสิบฟากฝั่ง ทว่าบรรยากาศภายในพลับพลาชั่วคราวกลับเย็นเยียบราวน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะนั้นหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าเสียงกลองศึกที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก "ออกญาเสนาภิมุข... เรามาตกลงกันใหม่ดีกว่า ว่าหัวของสุนัขตัวนี้ สมควรจะเป็นของใครก่อนดี" พระสุริวงศ์ตรัสพลางแย้มพระ o5thรโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังสนุกสนานกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม หลวงราชภักดีทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดิน กายสั่นเทานิดๆ ราวกับใบไม้ต้องลมพายุ ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดสดๆ จากรอยแผลที่เฉือนเฉี่ยวต้นคอไหลซึมเปื้อนเสื้อโขพัตร์เนื้อดีจนเป็นด่างดวง "ฝ่า... ฝ่าบาท พระองค์... พระองค์ทรงกริ้วสิ่งใด ข้าพระพุทธเจ้า... ข้าพระพุทธเจ้าเพียงแต่นำข่าวสารมาถวาย..." "ข่าวสาร?" พระเจ้าสุริวงศ์ทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก พระองค์ก้าวพระบาทเข้าไปใกล้ร่างที่หมอบราบคาบศิลาทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังบดขยี้ลงบนพื้นไม้กระดานดังเอี๊ยดอาร์ด ราวกับเสียงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของบุรุษผู้ไร้สัจจะ "เจ้าคิดว่าเราโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ หลวงราชภักดี? การที่เจ้าคาบข่าวมาบอกเรา เพื่อแลกกับความปลอดภัยของตระกูลเจ้า มันมิใช่เรื่องแปลก... แต่การที่เจ้าหักหลังแม้กระทั่งคนที่ชุบเลี้ยงเจ้ามา เพื่อหวังเศษเงินและอำนาจจากเรา นั่นมันคือสัญชาตญาณของเดรัจฉาน" ทัพ หรือ ออกญาเสนาภิมุข ยืนนิ่งสงบเป็นรูปปั้นหิน ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกเหล็กยุทธภัณฑ์กวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างพิจารณา สมองอันเฉียบคมของแม่ทัพหนุ่มกำลังคำนวณหมากทุกกระดาน เขารู้ดีว่าการปรากฏตัวของหลวงราชภักดีในค่ายของฝ่ายตรงข้ามหาใช่เรื่องบังเอิญ และการที่พระสุริวงศ์เลือกที่จะเปิดฉากประจานความไร้ค่าของคนทรยศผู้นี้ต่อหน้าเขา ก็ย่อมมีเจตนาแฝงเร้นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการแค่ชำระแค้นส่วนตัว "ฝ่าบาททรงตรัสถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ..." ทัพเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และราบเรียบจนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ "คนทรยศต่อนายเก่า ย่อมไม่มีวันภักดีต่อนายใหม่ สุนัขที่กัดมือเจ้าของที่ให้อาหาร มันย่อมพร้อมจะหันมาแว้งกัดผู้ที่จูงมันเช่นกัน" หลวงราชภักดีหันขวับมามองทัพด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและตัดพ้อ แม้ในยามวิกฤต ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความกลัวความตาย แต่ความเป็นขุนนางเก่าก็ยังทำให้เขาเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาได้ "ท่านทัพ... ท่านอย่าได้ถือดีนัก! ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน เพื่อให้พวกเรามีทางรอด ท่านคิดว่ากรุงศรีอยุธยาในยามนี้ยังเหลือความหวังอยู่อีกหรือไง!" "ความหวัง..." ทัพทวนคำด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น สายตาที่มองไปยังหลวงราชภักดีราวกับมองซากศพที่ไร้ลมหายใจ "มันอาจจะหมดไปสำหรับคนอย่างท่าน... แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ที่ยอมตายเพื่อรักษาแผ่นดินเกิด ท่านเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุดเพื่อเอาตัวรอด แต่วันนี้... บัญชีที่ท่านติดค้างกับแผ่นดินและผู้คนนับร้อยที่ต้องตายเพราะกลอุบายของท่าน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว" พระสุริวงศ์หัวเราะในลำพระโอษฐ์เบาๆ ทรงพอพระทัยยิ่งนักกับคำตอบนั้น พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์เพียงครั้งเดียว ทหารรักษาราชวังร่างกำยำสองนายก็ก้าวเข้ามาหิ้วปีนร่างของหลวงราชภักดีขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอรับสั่งซ้ำ "พาตัวมันไป... ข้าไม่อยากให้กลิ่นสาบของสุนัขตัวนี้มารบกวนการเจรจาระหว่างเรากับออกญาเสนาภิมุข" พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสเสียงเรียบ ก่อนจะผันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรทัพอย่างเต็มตา "ทีนี้... ก็เหลือแค่เราสองคนแล้ว ออกญาเสนาภิมุข ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน ว่าท่านคือมันสมองที่สำคัญยิ่งของทัพหลวงอยุธยา แต่ดูเอาเถอะ... ตอนนี้เจ้านายของท่านกลับทอดทิ้งท่านให้อยู่โดดเดี่ยวในสนามรบเช่นนี้ ไยท่านจึงยังต้องดื้อดึงเอาชีวิตมาทิ้งไว้กับซากปรักหักพังนั้นเล่า?" ทัพนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ภาพความทรงจำในอดีต—วันที่ควันไฟพวยพุ่งท่วมพระนคร วันที่เสียงกรีดร้องของชาวบ้านและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วราตรี วันที่เขาต้องสูญเสียทั้งบิดาและน้องชายไปในเปลวเพลิงแห่งสงคราม—ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก แต่นั่นมิใช่ความอ่อนแอ... มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงความแค้นและความเด็ดเดี่ยวในหัวใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินคำดูถูกจากปากศัตรู "ข้าอาจจะอยู่โดดเดี่ยวในสายตาของพระองค์..." ทัพเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับกษัตริย์แห่งศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว แววตาคมกริบสะท้อนประกายความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันมอดดับ "แต่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้วนับหมื่นนับแสนในอยุธยา กำลังยืนอยู่ข้างหลังข้า พระองค์ทรงครอบครองแผ่นดินและผู้คนด้วยดาบและอำนาจ แต่วันใดที่ความอยุติธรรมครอบงำ ดาบเล่มนั้นย้อนกลับมาทิ่มแทงพระองค์เองได้เสมอ... ฝ่าบาท" พระสุริวงศ์ทรงชะงักไปเล็กน้อย รอยแย้มพระโอษฐ์จางหายไปจากพระพักตร์ เหลือเพียงแววตาแห่งความระแวกแกมทึ่ง ทรงก้าวเข้าไปใกล้แม่ทัพหนุ่มชาวอยุธยาอีกก้าวหนึ่ง จนได้กลิ่นอายของสนามรบและเหงื่อไคลที่เจือจางอยู่บนเสื้อเกราะ "เจ้าช่างเป็นบุรุษที่น่าเสียดายยิ่งนัก..." พระเจ้าสุริวงศ์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เบ a5thลง ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดัน "หากเจ้ามาอยู่ภายใต้ร่มธงของเรา ป่านนี้แผ่นดินผืนนี้คงก้มหัวให้เราตั้งแต่ปีแรกแล้ว น่าเสียดาย... ที่เราคงต้องฝังมันสมองอันล้ำค่านี้ลงไปพร้อมกับซากศพของกรุงศรีอยุธยา" "พระองค์ก็ลองดูเถอะพ่ะย่ะค่ะ..." ทัพตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเล "ว่าระหว่างดาบของพระองค์ กับศรัทธาของพวกเรา สิ่งใดจะพังทลายลงก่อนกัน" บรรยากาศในพลับพลาตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกเป็นชิ้นๆ ได้ ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงรายงานของทหารยามที่หน้าพลับพลา "ทูลฝ่าบาท! มี... มีรายงานด่วนจากแนวหน้าด้านทิศเหนือพ่ะย่ะค่ะ!" พระสุริวงศ์ขมวดพระขนงเข้าหากันด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ "มีเรื่องอันใด? ไยต้องเสียงดังเอะอะโกลาหลเช่นนั้น!" ทหารยามนายนั้นวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นดินและคราบเหงื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนเห็นผี "กองกำลังปริศนาพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันสวมชุดดำสนิทและใช้กลยุทธ์กองโจรเข้าโจมตีคลังเสบียงหลักของเราที่เมืองพรหมพิรามเสียหายย่อยับ แถม... แถมหัวหน้ากองโจรกลุ่มนั้น ยังทิ้งสัญลักษณ์ประหลาดไว้ พร้อมกับประกาศกร้าวว่า..." ทหารนายนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทูลด้วยเสียงสั่นเครือ "ประกาศว่า... 'หนี้เลือดที่อยุธยาติดค้างไว้ ถึงเวลาทวงคืนแล้ว' พ่ะย่ะค่ะ!" ทัพได้ยินดังนั้น แววตาคมกริบก็พลันสะท้อนประกายวับวาดขึ้นมาวูบหนึ่ง—ประกายแห่งความประหลาดใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นอย่างแนบเนียน ขณะเดียวกัน ที่มุมมืดด้านนอกพลับพลา ภายใต้เงาไม้ใหญ่ที่ทอดตัวลงมาทับถมกัน แม่หญิงบัวแก้ว ในชุดคลุมพรางตัวสีเข้ม มือเรียวกำด้ามมีดสั้นพกพาแน่นจนข้อต่องอขาว ดวงตาคู่สวยจ้องมองผ่านรอยแยกของผ้าใบพลับพลาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นางรู้ดีว่าแผนการขั้นแรกสำเร็จแล้ว แต่ศึกใหญ่ที่แท้จริง... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้านี้ --- ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและหยดเลือดนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%