"หากท่านต้องการชีวิตของข้า ก็จงหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมาเสียที อย่าปล่อยให้ความลังเลของท่านต้องกลายเป็นป้ายหลุมศพของทหารนับหมื่นที่รอคำสั่งอยู่หน้าประตูเมืองเลย"
ออกญาเสนาภิมุขกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานและเฉียบขาดราวกับคมหอกที่ปักลงบนพื้นไม้กระดาน สายตาคมกริบของเขาสอดประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแห่งโทสะของพระเจ้าสุริวงศ์ ภายในพลับพลาชั่วคราวที่ถูกกั้นด้วยฉากกั้นไม้ฉลุ เสียงฝนที่กระหน่ำลงมาบนหลังคาสังกะสีเก่าๆ ไม่สามารถกลบความกดดันมหาศาลภายในห้องนี้ได้
พระเจ้าสุริวงศ์ทรงขยับพระวรกายขึ้นจากพระอาสน์ พระเนตรที่เคยดุดันดั่งพยัคฆ์ยามนี้กลับฉายแววซับซ้อน พระองค์ทรงหยิบจอกสุราขึ้นมาจรดริมฝีปากก่อนจะกระแทกลงกับโต๊ะเสียงดังสนั่น "เจ้าพูดราวกับว่าความตายเป็นเพียงเรื่องหยอกล้อ ทัพ... เจ้ายังจำวันที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ที่ชายป่าดงพญาเย็นได้หรือไม่? ในวันนั้น เจ้าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความแค้น"
"ข้าจำได้ดีพระเจ้าค่ะ" ทัพตอบพลางขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะไม้ที่วางแผนที่อยุธยาเอาไว้ "แต่ความแค้นในวันนั้นหล่อหลอมให้ข้าเป็นคนในวันนี้ และสิ่งที่ข้าต้องทำเพื่อแผ่นดินนี้ คือการหยุดยั้งความบ้าคลั่งของพระองค์เสียที การล้อมกรุงครั้งนี้ไม่มีชัยชนะที่แท้จริง มีเพียงซากศพที่กองสูงขึ้นเท่ากำแพงเมือง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำจากชายคา แม่หญิงบัวแก้วซึ่งนั่งก้มหน้าคัดแยกสมุนไพรอยู่ที่มุมห้องหยุดชะงักมือลง นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษทั้งสองด้วยแววตาที่หวั่นไหว บัวแก้วรู้ดีว่านี่คือวินาทีที่เส้นด้ายแห่งโชคชะตาขึงตึงจนแทบขาดสะบั้น
"เจ้าคิดหรือว่าหากข้าถอยทัพแล้ว บัลลังก์ที่เจ้าหวงแหนจะมั่นคง?" พระเจ้าสุริวงศ์หัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ "ภายในราชสำนักของเจ้ายังมีงูพิษที่รอจังหวะฉกกัดเจ้าอยู่เสมอ ทัพ... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อรักษาบัลลังก์ที่เน่าเฟะ"
"ข้าอาจเป็นเพียงหมาก แต่ข้าเป็นหมากที่เลือกทางเดินของตนเองได้" ทัพโน้มตัวลงไป มือขวาแตะที่ด้ามดาบเบาๆ "บัวแก้ว ส่งสารนั่นมา"
บัวแก้วลุกขึ้นยืนด้วยความระมัดระวัง นางหยิบม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีแดงสดออกมาจากอกเสื้อ กลิ่นอายของความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตราประทับนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปในทันที กลิ่นอายของอำนาจและการทรยศอบอวลไปทั่ว
พระเจ้าสุริวงศ์ปรายตามองม้วนกระดาษนั้น "ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะกล้าใช้ 'ไพ่ตาย' ใบนี้จริงๆ เจ้าทำลายความศรัทธาของตนเองเสียตั้งแต่เริ่มแล้ว"
"ศรัทธาที่กินไม่ได้และแลกมาด้วยชีวิตไพร่ฟ้า ไม่สมควรถูกยกย่องให้เป็นสรณะ" ทัพกล่าวพร้อมกับคลี่ม้วนกระดาษออก "นี่คือรายชื่อขุนนางฝ่ายในที่แอบส่งเสบียงให้ฝ่ายพระองค์ และนี่คือหลักฐานว่าใครเป็นคนเปิดประตูค่ายกลทางทิศตะวันออกให้ทัพหน้าของพระองค์รุกคืบเข้ามาได้โดยไร้การขัดขวาง"
ดวงตาของพระเจ้าสุริวงศ์เบิกกว้างขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น "เจ้าจะแฉพวกมันทั้งหมดหรือ? หากทำเช่นนั้น เมืองหลวงจะกลายเป็นจลาจลก่อนที่ดาบของข้าจะแตะกำแพงเสียอีก"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ" ทัพยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เย็นเยือกที่สุดเท่าที่บัวแก้วเคยเห็น "ให้ไฟที่ลุกโชนข้างในทำลายพวกมัน แล้วข้าจะใช้มือของข้าดับไฟนั้นลง... ด้วยเลือดของพระองค์และพวกกบฏพร้อมๆ กัน"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารจำนวนหนึ่งก็ดังกึกก้องมาจากภายนอก พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งเตือนจากนายทหารเวรยาม ทว่ามันไม่ใช่เสียงตะโกนแสดงความจงรักภักดี แต่มันคือเสียงกรีดร้องของความโกลาหล
บัวแก้วรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างออก สิ่งที่นางเห็นคือกลุ่มควันพุ่งขึ้นจากทางทิศเหนือของค่ายทหาร ไม่ใช่ทิศของศัตรู แต่เป็นทิศของกองเสบียงหลวงที่ทัพเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ!
"ดูเหมือนว่า 'งูพิษ' ที่ท่านว่า... จะไม่รอให้ข้าจัดการพวกมันเสียแล้ว" ทัพเปรยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความเดือดดาลที่พยายามสะกดไว้
พระเจ้าสุริวงศ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระองค์มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันกลับมาหาทัพ "เจ้าวางหมากไว้อย่างแยบคาย แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง ทัพ... ในกระดานนี้ ไม่ได้มีแค่เจ้ากับข้า"
ทันใดนั้น บานประตูห้องก็ถูกกระชากออกอย่างแรง นายทหารคนสนิทของผู้บัญชาการเมืองหลวงก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปื้อนเลือด แต่สิ่งที่ทำให้ทัพต้องชะงักไม่ใช่บาดแผลของคนผู้นั้น หากแต่เป็นสิ่งที่เขากำลังถืออยู่ในมือ มันคือศีรษะของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ควรจะคุมกองเสบียงอยู่ และเบื้องหลังของนายทหารผู้นั้น คือเงาร่างของหญิงสาวที่สวมชุดสีดำสนิท ซึ่งบัวแก้วจำได้แม่นยำว่าเป็นคนของฝั่งที่อ้างตัวว่าเป็น 'กลุ่มผู้กู้แผ่นดินที่สาม'
"ออกญาเสนาภิมุข" หญิงสาวในชุดดำเอ่ยเสียงเย็น "ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยใคร แต่ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกเจ้าแย่งไปจากเงื้อมมือพวกข้า... บัดนี้ กองทัพทั้งสองฝ่ายถูกล้อมไว้หมดแล้ว และหัวของคนผู้นี้ คือคำเตือนแรกสำหรับความโอหังของพวกท่าน!"
ทัพชักดาบออกจากฝักด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แต่เขากลับพบว่าดาบของตนถูกพาดอยู่ที่ลำคอจากด้านหลังโดยใครบางคนที่เขาคาดไม่ถึงที่สุด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและหยดเลือดนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!