"ถ้าราชโองการฉบับนั้นหมายถึงการเอาชีวิตคนบริสุทธิ์นับร้อยเพื่อแลกกับความจงรักภักดีที่เคลือบยาพิษ... ข้าก็พร้อมจะถอดดาบเล่มนี้วางไว้เบื้องพระบาท ณ บัดนี้"
น้ำเสียงของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงไม้สักทอง แสงจากคบเพลิงสะท้อนประกายความเด็ดเดี่ยวในดวงตาคมกริบของแม่ทัพหนุ่ม ผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ร่างกายของเขายังมีร่องรอยบาดแผลจากศึกคราวก่อน แต่ความนิ่งสงบและองอาจกลับทำให้ทูตหลวงผู้ถือพระราชโองการถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เงาตะคุ่มของทหารราชองครักษ์ที่ปิดล้อมหมู่บ้านเมื่อครู่ ค่อยๆ ถอยร่นออกไปตามคำสั่งทางสายตาที่เฉียบคมของทัพ ไม่มีใครกล้าประมือกับแม่ทัพผู้กุมหัวใจของไพร่พลทั่วพระนครในยามนี้
แม่หญิงบัวแก้วก้าวเข้ามาจากเงาสลัว มือเรียวบางของนางประคองสำรับยาสมุนไพรเข้ามาวางใกล้ๆ พร้อมกับส่งสายตาเชิงสนับสนุน ทัพหันไปสบตากับนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงชั่วขณะ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจที่ด้านชามานานนับปี บัวแก้วไม่ได้กล่าวคำใด แต่มือของนางที่เอื้อมมาแตะแขนเสื้อเขาเบาๆ นั้น คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เขารู้ว่า... แผ่นดินที่เขากำลังปกป้องอยู่นี้ มีลมหายใจและรอยยิ้มของผู้คนที่เขารักรออยู่จริง
ยามสนธยามาเยือน ท้องฟ้าเหนือพระนครอยุธยาเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มและสีแสดระเรื่อ แม่น้ำเจ้าพระยายังคงไหลเอื่อย สะท้อนแสงไฟจากเรือแพริมฝั่งราวกับสายสร้อยประดับเพชร
ณ ท้องพระโรงกลางวังหลวง พระเจ้าสุริวงศ์ประทับนิ่งอยู่บนพระแท่นบรรทม ทรงทอดพระเนตรแผ่นดินเบื้องล่างผ่านหน้าต่างบานใหญ่ พระพักตร์ที่เคยเต็มไปด้วยความระแวงและกระหายอำนาจ บัดนี้กลับเจือด้วยรอยยรอยยิ้มบางเบาอย่างคนที่ปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้ง
"เจ้ามาแล้วนะ... ทัพ" สุริวงศ์ตรัสขึ้นโดยไม่หันมามอง ทรงยื่นม้วนสาส์นฉบับสุดท้ายให้ "เราคิดผิดไปถนัด... สงครามไม่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ แต่มันสร้างรอยแผลที่ไม่มีวันจางหาย เจ้าทำถูกแล้ว... ที่เลือกปกป้องแผ่นดินด้วยหัวใจ มิใช่ด้วยปลายดาบ"
ทัพคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ น้อมรับพระราชสาส์นด้วยความเคารพ มิใช่ในฐานะทาสรับใช้ผู้ยอมจำนน แต่ในฐานะลูกผู้ชายที่ร่วมผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
"พระพุทธเจ้าข้า... แผ่นดินจะสงบสุขได้ มิใช่เพราะอำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เพราะราษฎรทุกหมู่เหล่าได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในร่มพระบารมี" ทัพทูลตอบด้วยน้ำเสียงกังวานและหนักแน่น
เวลาผ่านล่วงเลยไปหลายฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ท้องทุ่งนาทั่วแผ่นดินอยุธยาเขียวขจี รวงข้าวสีทองอร่ามลู่ตามแรงลมยามต้องแสงอาทิตย์ เสียงหัวเราะของเด็กๆ วิ่งไล่กันตามคันนาเคล้าคลอไปกับเสียงเพลงพื้นบ้าน เสียงเครื่องจักรไอน้ำและเสียงค้อนตีเหล็กจากย่านชุมชนสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการทำมาหากิน
ณ เรือนไม้ริมน้ำอันร่มรื่น ออกญาเสนาภิมุขในยามที่ปลดอาวุธและถอดเกราะเหล็กออกจนหมดสิ้น เขานั่งอยู่บนระเบียงไม้ มองดูแม่หญิงบัวแก้วกำลังสอนเด็กๆ ในหมู่บ้านอ่านหนังสือและปรุงยาจากสมุนไพร รอยยิ้มของนางคือความงดงามที่ลบเลือนความโหดร้ายของสนามรบไปจนสิ้น
มือหยาบกร้านจากการจับดาบ บัดนี้กำลังบรรจงใช้พู่กันจุ่มหมึกจีน บรรจงเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษสาแผ่นใหญ่ เพื่อบันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในพงศาวดารแห่งแผ่นดิน บันทึกมิใช่เพื่อสรรเสริญความเกรียงไกรของการทำสงคราม แต่เพื่อจารึกหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และความกล้าหาญของสามัญชนผู้เสียสละ เพื่อให้ลูกหลานในภายภาคหน้าได้เรียนรู้ว่า... สันติภาพที่พวกเขากำลังยืนอยู่นี้แลกมาด้วยสิ่งใด
ทัพวางพู่กันลงช้าๆ แหงนมองท้องฟ้ากว้างที่ไร้ควันไฟจากศึกสงคราม ลมธรรมชาติพัดโชยกลิ่นไออุ่นของดินและรวงข้าวเข้ามาปะทะกาย เขารู้ดีว่าเรื่องราวของเขาและผืนแผ่นดินนี้ได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว... ตำนานที่ถูกเล่าขานด้วยความภาคภูมิใจของคนรุ่นหลัง
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน คราบโลหิต และหยาดน้ำตาเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 20
พงศาวดารแห่งเกียรติยศ (ตอนอวสาน)
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!