โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 19

คืนสู่เหย้า

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
ตราประทับทองคำและพานพุ่มเงินบริสุทธิ์ถูกวางลงบนโต๊ะไม้สักทองอย่างไม่ไยดี เสียงโลหะกระทบไม้ดังสะท้อนก้องห้องโถงกว้างของท้องพระโรงหลังเก่าที่ยังหลงเหลือร่องรอยจากคราบเขม่าควันไฟแห่งสงคราม "เจ้าปฏิเสธพระราชอาญาของแผ่นดิน... รู้ตัวหรือไม่ ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่, ออกญาเสนาภิมุข" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ พระเจ้าสุริวงศ์ประทับนั่งอยู่บนพระแท่นเบื้องบน สายพระเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีมองลอดผ่านความสลัวของโถงกว้าง ทรงทอดพระเนตรแม่ทัพหนุ่มที่ยืนคุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง รอยยิ้มเยียบเย็นที่เคยทิ้งไว้เป็นปริศนาเมื่อคราวก่อนยังคงติดอยู่ที่มุมพระ oot ทัพเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์โดยไม่มีทีท่าสะท้อนความหวั่นเกรง แววตาของอดีตแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมทัพหลวงนิ่งสงบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความโลภในยศถาบรรดาศักดิ์ที่ขุนนางนับร้อยต่างแย่งชิง "กระผมกราบทูลด้วยความสัตย์จริง พระองค์ท่าน... ตำแหน่งสมุหพระกลาโหม หรือแม้กระทั่งบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาที่ล้นเกล้าฯ พระราชทานให้ ล้วนเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ข้าบาทบริจาคไม่สมควรเอื้อมถึง... แต่อย่างไรก็ตาม โลหิตที่เปื้อนอยู่บนมือคู่นี้ มันมากเกินกว่าจะสวมใส่ชุดขุนนางสีทองอร่ามได้อีกต่อไปแล้วครับ" ทัพเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคง หนักแน่นทุกถ้อยคำ พระเจ้าสุริวงศ์ทรงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระoวต ทรงโน้มพระoวตไปข้างหน้าเล็กน้อย "เจ้ายังคงเป็นทหารผู้ดื้อรั้นคนเดิม... คิดหรือว่า การเดินหนีจากอำนาจ จะทำให้เจ้าพ้นจากเงาของสงครามที่เจ้าก่อขึ้น? เจ้าคิดว่าแผ่นดินนี้จะยอมปล่อยให้วีรบุรุษผู้กุมชัยชนะเร้นกายไปใช้ชีวิตอย่างไร้ร่องรอยได้จริงหรือ?" พระสุรเสียงนั้นเยียบเย็นและบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ "นั่นแหละ... คือเหตุผลที่ข้าบอกว่า เจ้ายังเดินไม่พ้นหลุมศพที่แท้จริงหรา..." คำตรัสสุดท้ายสะท้อนก้องในโถงกว้าง ทัพไม่ได้ตอบโต้อะไรในทันที เขาเพียงก้มลงกราบถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย การกระทำที่เด็ดเดี่ยวนี้คือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าฎีกาฉบับใดๆ บนโลกใบนี้ ร่างสูงโปร่งของอดีตแม่ทัพก้าวเดินออกจากท้องพระโรงทีละก้าวอย่างมั่นคง เสียงฝรองเท้ากระทบพื้นหินทีละครั้งดังสะท้อนราวกับเสียงนับถอยหลังสู่อิสรภาพที่เขาโหยหามาเนิ่นนาน แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ปรักหักพัง อาบไล้รอยแผลเป็นบนใบหน้าและไหล่กว้างของเขา—ร่องรอยแห่งความเป็นตายที่ผ่านมาครึ่งชีวิต ณ ชานเรือนไม้ริมน้ำนอกกำแพงเมืองเก่า เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวผู้กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมสมุนไพรในกระúngไม้ไผ่เงยหน้าขึ้น แม่หญิงบัวแก้ว ชายผ้าสไบสีนวลเปื้อนคราบฝุ่นยาเล็กน้อย ผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้หลวมๆ เผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเงาร่างของคนที่เฝ้ารอ "เจ้ากรมทัพ... เอ๊ย มิใช่สิ ตอนนี้คงต้องเรียกว่าสามัญชนคนธรรมดาเสียแล้วกระมัง?" บัวแก้วเอ่ยแซ้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัว Re รอยยิ้มของนางอบอุ่นและทรงพลังยิ่งกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ในแผ่นดินนี้ นางยื่นถ้วยน้ำสมุนไพรเย็นๆ ส่งให้ "ทรงกริ้วมากหรือไม่ ที่เจ้าสละตำแหน่งทิ้งขว้างต่อหน้าพระพักตร์?" ทัพรับถ้วยยามาถือไว้ ความเย็นของเนื้อกระเบื้องช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในอก เขาไม่ได้ดื่มทันที แต่ทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า แม่น้ำเจ้าพระยายามนี้ช่างสงบเงียบ ราวกับไม่เคยมีคราบเลือดของทหารนับหมื่นไหลผ่านมาก่อน "พระองค์ไม่ได้กริ้ว... แต่ทรงมองข้าด้วยสายตาของคนที่รู้ทันทุกอย่าง" ทัพวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้ไผ่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างนางบนแคร่ไม้ไผ่ตัวเก่า เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัว แต่ความรู้สึกอุ่นซ่านที่แผ่มาจากไหล่ที่แนบชิดกันนั้น ทำให้ความเหนื่อยล้าตลอดหลายปีที่ผ่านมามลายหายไปจนหมดสิ้น "ข้าเลือกแล้ว... บัวแก้ว ต่อแต่นี้ไป ดาบเล่มนี้จะถูกเก็บเข้าฝักอย่างถาวร เราจะอยู่ที่นี่ ปลูกสมุนไพร รักษาชาวบ้าน และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่ไม่มีใครต้องหวาดระแวงอีก" บัวแก้วหันมามองเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่มผู้เคยเป็นถึงความหวังสูงสุดของกองทัพ นางเอื้อมมือเรียวบางออกไปสัมผัสฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบ สัมผัสอุ่นๆ นั้นแทนคำพูดนับร้อยพัน "ท่านแน่ใจนะ... ว่าอดีตจะไม่ตามมาหลอกหลอนเราอีก?" นางถามเสียงแผ่วเบา "ต่อให้มันตามมา... ข้าก็จะไม่หันหลังกลับไปมองมันอีกแล้ว" ทัพตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครเคยเห็นตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพของเขา ทว่า... ในขณะที่ความเงียบสงบและความสุขเรียบง่ายกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดที่หน้าประตูเรือน เสียงเกือกม้าหยุดกะทันหัน ตามด้วยเสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ สามครั้งด้วยจังหวะที่เยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ทัพขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยสัญชาตญาณ มือขวาเผลอขยับไปที่ข้างเอวตามความเคยชิน ก่อนจะพบว่าที่นั่นว่างเปล่า ไม่มีดาบประจำกายอีกต่อไปแล้ว บัวแก้วรีบลุกขึ้นยืนตาม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนประตูไม้ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ บุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากนั้น... รอยยิ้มที่ทัพไม่มีวันลืมตลอดกาล "ขออภัยที่มารบกวนเวลาอันสงบสุข... แต่ออกญา... พระองค์มีรับสั่งด่วนที่สุด ให้เจ้ากลับเข้าวังหลวงในคืนนี้... มิฉะนั้น หัวของคนทั้งหมู่บ้านนี้จะต้องหลุดจากบ่า" ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับทัพและบัวแก้วมาจนถึงวินาทีนี้ครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%