รอยเปื้อนสีดำบนแผนที่หนังวัวแผ่นนั้น ไม่ใช่รอยหมึก หากแต่เป็นคราบเขม่าดินปืนที่แห้งกรังมาตั้งแต่ค่ำคืนก่อน
ออกญาเสนาภิมุข หรือ "ทัพ" ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือลูบไล้รอยแตกของหนังวัวอย่างเชื่องช้า ในยามนี้ เสียงกลองศึกเงียบงันลงแล้ว ทว่าเสียงสะท้อนในหัวของเขายังคงดังกึกก้องราวกับม้าศึกนับร้อยกำลังควบทะยานผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ทัพวางพู่กันขนหางม้าลงบนแท่นหินบดหมึกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบเบาๆ นั้นจะไปปลุกผีสางทหารกล้าที่นอนหลับใหลอยู่ใต้ผืนแผ่นดินที่เขากำลังยืนอยู่
เขากวาดสายตามองผ่านช่องหน้าต่างไม้สักของค่ายหลวง ลมธรรมชาติยามสายพัดโชยนำเอาไออุ่นของดินหลังฝนและกลิ่นหอมจางๆ ของรวงข้าวสุกงอมเข้ามาปะทะกาย กลิ่นอายเช่นนี้ช่างแตกต่างจากกลิ่นคาวเลือดและคราบน้ำเหลืองที่เขาคุ้นชินมาแรมปี ทว่าความสงบนี้กลับไม่ได้ทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มรู้สึกเบาสบายขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"ท่านออกญา... กองลาดตระเวนจากเมืองเหนือส่งม้าเร็วมาถึงแล้วขอรับ"
เสียงรายงานตัวของหลวงอินทรทูตดังขึ้นเบาๆ ที่หน้าประตูห้อง ทัพไม่ได้หันกลับไปทันที เขายังคงทอดสายตาออกไปไกลโพ้น เบื้องนอกคือทุ่งโล่งกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสนามเพลาะและหลุมศพชั่วคราว บัดนี้ร่องรอยเหล่านั้นถูกกลบฝังด้วยกาลเวลาและธรรมชาติที่กำลังฟื้นคืนชีพ ทว่ารอยแผลเป็นในจิตใจของเขากลับฝังลึกเกินกว่าที่ธรรมชาติใดจะเยียวยา
"ให้เขาเข้ามา" ทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสงบ แต่เปี่ยมด้วยอำนาจที่สั่งสมมาจากการผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
ประถูกผลักเปิดออก แม่หญิงบัวแก้วก้าวเข้ามาในห้องด้วยก้าวเดินที่มั่นคง แม้ใบหน้าของนางจะอิดโรยจากการเดินทางแรมคืน ดวงตาคู่สวยคู่นั้นยังคงฉายแววเฉียบคมและเด็ดเดี่ยวไม่เสื่อมคลาย นางไม่ได้สวมชุดหรูหราสมฐานะธิดาเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือ หากแต่สวมเสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามเข้มและมีผ้าพันแผลเนื้อหยาบพันอยู่ที่ข้อศอกซ้าย—ร่องรอยจากกระสุนปืนไฟนัดที่เกือบพรากชีวิตนางไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
"เจ้าเมืองทางเหนือไม่ได้ส่งสสารมาอย่างที่ท่านคิดหดอกเจ้าค่ะท่านออกญา" บัวแก้วเอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผแตะต้องมารยาททางสังคม นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่ วางม้วนกระดาษสาผืนเล็กที่ประทับตราครั่งรูปราชสีห์ลงตรงหน้าทัพ
ทัพเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบมองหน้านาง "ถ้าไม่ใช่สสารจากเจ้าเมือง แล้วสิ่งใดที่ทำให้เจ้าต้องควบม้าฝ่าฝุ่นตลบมาด้วยตนเองเช่นนี้ แม่หญิงบัวแก้ว"
"ข่าวกรองจากในกำแพงเมืองหลวงของพระเจ้าสุริวงศ์เจ้าค่ะ" บัวแก้วลดเสียงลงกระซิบ ราวกับเกรงว่าผนังไม้สักนี้จะมีหูมีตา "พระองค์ทรงประกาศยุติศึก ถอนกำลังหลักกลับสู่ราชธานีฝั่งตะวันตกจริง... แต่มันไม่ใช่เพราะทรงพ่ายแพ้แก่กลยุทธ์ของเรา ทัพ..."
ทัพชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ลำคอ "เจ้าว่ากระไรนะ?"
"ข้าได้รับรายงานจากสายลับของเราที่แฝงตัวอยู่ในกรมคลังสินค้า" บัวแก้วยื่นมือเรียวบางออกไปกดทับบนแผนตรงจุดที่เป็นแนวแม่น้ำสายหลัก "พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ได้ถอยทัพเพื่อตั้งหลักใหม่ แต่พระองค์ทรง 'สละ' เมืองหน้าด่านทั้งหมด เพื่อรวบรวมสรรพกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดไปไว้ที่ป้อมปราการชั้นใน... พระองค์กำลังสร้างกับดักครั้งใหญ่ที่พวกเราคาดไม่ถึง"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ เสียงลมที่พัดผ่านชายคาด้านนอกฟังดูคล้ายเสียงกระซิบเยาะเย้ย ทัพจ้องมองรอยนิ้วมือของบัวแก้วที่กดลงบนแผนที่ ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำวนในฤดูน้ำหลาก
เขารู้จักพระเจ้าสุริวงศ์ดี กษัตริย์ต่างแคว้นพระองค์นี้ไม่เคยกระทำสิ่งใดโดยปราศจากแผนการรองรับ การที่อีกฝ่ายยอมถอยร่นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการถอยหนึ่งก้าวเพื่อกระโดดข้ามเหวลึกที่อันตรายกว่าเดิม
"พระองค์ทรงต้องการอะไรจากเรากันแน่..." ทัพพึมพำกับตัวเอง สายตาคมกริบกวาดมองเส้นทางเดินทัพทั้งหมดบนแผ่นหนังวัว
"อำนาจเด็ดขาดเจ้าค่ะ" บัวแก้วตอบทันควัน ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความกังวล "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงทราบดีว่า หากรบยืดเยื้อต่อไปด้วยยุทธวิธีแบบกองโจรของท่าน แคว้นของพระองค์จะล่มจมด้วยภาวะข้าวยากหมากแพง พระองค์จึงทรงเลือกวิธีที่เด็ดเดี่ยวที่สุด... ล่อให้กองทัพหลวงของเราทั้งหมดเดินเข้าสู่ 'หุบเขาอัคคี' ที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า"
ทัพผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อคลุมแม่ทัพแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาก้าวเท้าไปที่ริมหน้าต่าง มองทอดสายออกไปเบื้องนอก ท้องฟ้าที่เคยไร้ควันไฟเมื่อครู่ บัดนี้ขอบฟ้าทางทิศตะวันตกกลับเริ่มมีกลุ่มควันสีเทาจางๆ ลอยขึ้นมา แม้จะอยู่ไกลนับร้อยลี้ แต่นายทหารผู้ผ่านศึกมาโชกโชนอย่างเขารู้ดีว่า นั่นไม่ใช่ควันไฟจากการเผาป่า
นั่นคือควันไฟจากการเผาทำลายเมืองและเสบียงอาหารทั้งหมด เพื่อไม่ให้ตกเป็นของกองทัพอยุธยา!
"พระองค์ทรงเผาเมืองของตนเอง..." ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ความโกรธแค้นและความชื่นชมตีรันอยู่ในอกพร้อมๆ กัน พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ที่น่ากลัวอย่างแท้จริง พระองค์ยอมทำลายแผ่นดินของตนเองครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการทำลายล้างกองกำลังทั้งหมดของเขาให้สิ้นซากในคราวเดียว
"ใช่เจ้าค่ะ และถ้าท่านนำทัพรุกไล่ตามเข้าไปในเขตแดนนั้นตามหมายกำหนดการเดิม พรุ่งนี้... กองทัพของเราจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านกลางหุบเขาที่ไม่มีทางหนีรอด" บัวแก้วก้าวตามมาหยุดยืนเคียงข้างเขาร่างบางสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความเหนื่อยล้าและแรงกดดันอันมหาศาล
ทัพสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด กลิ่นไออุ่นของดินและรวงข้าวที่เคยหอมหวานเมื่อครู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายของความตายที่ลอยมากับสายลม
เขารู้ดีว่าเรื่องราวของเขาและผืนแผ่นดินนี้ได้ก้าวล่วงเลยขอบเขตของชัยชนะแบบเดิมๆ ไปเสียแล้ว นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อแย่งชิงหัวเมืองอีกต่อไป แต่มันคือการเดิมพันด้วยชะตากรรมของคนนับแสนที่อยู่เบื้องหลังเขา
ทัพค่อยๆ หันกลับมามองหน้าบัวแก้ว แววตาที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่แม้แต่นางก็ยังคาดไม่ถึง
"ถ้าพระเจ้าสุริวงศ์ทรงคิดจะเล่นเกมนี้..." ทัพเหยียดยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มเยือกเย็นจนน่าขนลุก "เราก็ต้องแสดงให้พระองค์เห็นว่า... การเผาบ้านตัวเองเพื่อฆ่าหมาป่า มันต้องแลกมาด้วยความพินาศที่สาสมเพียงใด"
เขายื่นมือไปหยิบพู่กันขนหางม้าขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้จุ่มมันลงในหมึกสีดำ หากแต่จุ่มลงในถ้วยชาเข้มข้นที่ตั้งอยู่ข้างๆ จนชุ่มโชก ก่อนจะสะบัดมันลงบนแผนที่ตรงจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่มีใครคาดคิด—จุดที่ลึกที่สุดในอาณาจักรของศัตรู
บัวแก้วเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่ทัพกระทำ นางสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ "ท่าน... ท่านกำลังจะทำอะไร?"
ทัพหันมาสบตาบัวแก้ว รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นเต็มไปด้วยความบ้าระห่ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของสุภาพบุรุษผู้เคร่งขรึม
"เราจะไม่เดินตามทางที่พระองค์ขุดหลุมรอไว้..." ทัพเอ่ยกระซิบช้าๆ ทีละคำราวกับประกาศิตจากยมโลก "แต่เราจะพากองทัพทั้งหมด... ข้ามเทือกเขาผาแดง แล้วบุกเข้าเผาห้องบรรทมของพระเจ้าสุริวงศ์ในคืนวันเพ็ญนี้"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน ตามด้วยเสียงรายงานจากทหารยามหน้าค่ายที่ตะโกนเข้ามาด้วยความตระหนก
"ท่านออกญา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีม้าเร็วจากหน่วยสอดแนมวงแหวนที่สาม... นำศพของแม่ทัพหน้าของเรากลับมา พร้อมกับ... สาสมจากพระเจ้าสุริวงศ์ที่เขียนด้วยเลือด!"
ทัพชะงักมือที่กำลังถือพู่กัน สายตาคมกริบหันขวับไปมองที่ประตูห้องทันที ในขณะที่บัวแก้วหน้าถอดสีโดยพลัน
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับทัพและกองทัพอยุธยามาจนถึงบรรทัดนี้ครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 21
บทที่ 21
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!