เสียงกลอนประตูไม้สักทองถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาลดัง *ปัง!* สนั่นหวั่นไหว ตัดขาดความเงียบงันภายในห้องทรงอักษรยามราตรีลงอย่างสิ้นเชิง
ออกญาเสนาภิมุข หรือ "ทัพ" ไม่ได้ขยับกายหนีจากโต๊ะทำงานแม้แต่น้อย พู่กันขนหางม้าในมือยังคงจุ่มค้างอยู่เหนือกระดาษสา แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งคันศรที่ถูกขึ้นสายจนตึงเปรี๊ยะ สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวหันขวับไปยังผู้มาเยือนทันที ในขณะที่บัวแก้วซึ่งยืนอยู่มุมห้องถึงกับหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมขึ้นตามไรผมอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเงาร่างที่ทาบทับอยู่ตรงกรอบประตู
ความหนาแน่นของอากาศภายในห้องพลันทวีความอึดอัดขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสนามสนามกรังด้วยฝุ่นควันและคราบโลหิตแห้งกรังค่อยๆ ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามา แสงจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องกระทบใบหน้าคร้านแดดและดวงตาที่ฉายแววคุกรุ่นดั่งไฟกัลป์ของ "ขุนศึกแห่งอุดรทิศ" นายทหารคนสนิทผู้ถือสิทธิ์ขาดในการคุมกำลังพลแนวหน้า
"ท่านออกญา..." เสียงหอบหายใจเจือกระแสความเดือดดาลลอดไรฟันของนายทหารผู้นั้นดังขึ้น "กองสอดแนมของเราถูกตลบหลังที่เนินเขาช้างเผือก... ม้าเร็วสี่นายถูกตัดหัวเสียบประจาน และตราประทับแม่ทัพที่เราซ่อนไว้... ถูกชิงไปแล้วครับ!"
ทปษ. หรือทัพ หลุบสายตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความวับวามในดวงตา เขาไม่แม้แต่จะแสดงอาการตื่นตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อย ชายหนุ่มค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้าและมั่นคง เสียงกระทบกันเบาๆ ของเนื้อไม้และหิน กลับดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคนในห้อง
"เจ้าใจเย็นก่อน ขุนอินทร..." ทัพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เยือกเย็นราวน้ำในบ่อโบราณ ทว่าแฝงอำนาจกดดันบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังต้องชะงัก "การที่ตราประทับหายไป ไม่ได้หมายความว่าเราเสียกระดานนี้... บัวแก้ว หยิบแผนที่ยุทธบริเวณลุ่มน้ำสะแกกรังมาให้ข้าที"
บัวแก้วรีบพยักหน้ารับ สองมือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบม้วนแผนหนังวัวเก่าแก่ที่วางอยู่บนชั้น เธอรู้ดีว่าการสูญเสียตราประทับในยามศึกเช่นนี้ มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตตามอาญาสศึก แต่นายของเธอกลับยังคงสงบนิ่งราวกับกำลังพิจารณาหมากตารุกฆาตในกระดาน
"ท่านออกญาจะบอกว่า... นี่เป็นแผนของพระเจ้าสุริวงศ์อย่างนั้นหรือครับ?" ขุนอินทรขบกรามแน่นจนสันกรามปูดโปน มือหนากำด้ามดาบคาเอวแน่นจนเส้นเลือดปูด "มันส่งคนลึกเข้ามาถึงค่ายหลวงได้ แปลว่าเกลือเป็นหนอน... เรามีไส้ศึก!"
"เกลือในยามศึก มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ขุนอินทร" ทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อคลุมผ้าแพรสีเข้มแผ่รัศมีของความเป็นผู้นำออกมาอย่างเด่นชัด เขาเดินเข้าไปใกล้ขุนศึกคู่ใจตบลงบนบ่ากว้างเบาๆ สองครั้งเพื่อเรียกสติ "แต่สิ่งที่เจ้าควรสนใจตอนนี้ ไม่ใช่การตามหาคนทรยศ... แต่อยู่ที่ว่า ทำไมพระเจ้าสุริวงศ์ถึงต้องการแค่ 'ตราประทับปลอม' ที่เราวางไว้ล่อปลาต่างหากเล่า"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ขุนอินทรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่บัวแก้วอุทานเบาๆ ออกมาอย่างลืมตัว
"ตรา... ตราปลอมหรือครับ?" ขุนอินทรทวนคำ เสียงสั่นพร่า
"ใช่" ทัพหันหลังกลับไปมองแผนที่บนโต๊ะ แสงไฟวับแวมสะท้อนดวงตาที่เต็มไปด้วยแผนการล้ำลึก "ข้ารู้ว่าข่าวกรองของเราถูกเจาะตั้งแต่ออกมาจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว การทิ้งตราประทับไว้ที่เนินเขาช้างเผือก จึงเป็นเหยื่อชิ้นโตที่ข้าจงใจโยกย้ายเพื่อลวงให้ทัพหน้าของฝ่ายเหนือติดกับดัก... บัวแก้ว เจ้าส่งสัญญาณไฟสีแดงสามครั้งไปที่แนวป่าทิศตะวันตกเสีย"
บัวแก้วหน้าซีดเผือดลงไปอีก นางลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "แต่นายท่าน... การใช้สัญญาณนั้น เท่ากับเป็นการเปิดเผยที่ตั้งของหน่วยแพทย์สนามเราด้วยนะคะ... เอ๊ย... ด้วยนะครับ!" นางรีบแก้คำพูดทันทีเมื่อตระหนักถึงสถานการณ์
ทัพหันมาสบตากับนาง แววตาอ่อนโยนลงชั่วพริบตา "ทำตามที่ข้าบอก... เพราะคืนนี้ เกมล่าหัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และเราจะเป็นผู้ไล่ล่า ไม่ใช่ผู้ถูกล่า"
ทว่า ในวินาทีที่บัวแก้วกำลังจะก้าวเท้าไปที่หน้าต่างเพื่อจุดพลuสัญญาณนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังกระหึ่มขึ้นจากรอบทิศทาง ราวกับแผ่นดินกำลังแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
*โครม!*
ผนังด้านทิศตะวันตกของห้องทรงอักษรพังทลายลงมาเป็น0ชิ้นดี ฝุ่นควันตลบอบอวลพร้อมกับกลุ่มเงาร่างในชุดเกราะดำสนิทนับสิบชีวิตที่พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ ในมือของหัวหน้ามือสังหารผู้สวมหน้ากากเหล็กรูปอสูร ชูวัตถุบางอย่างขึ้นสูงท่ามกลางแสงไฟที่กำลังลุกไหม้
มันคือ "ตราประทับจริง" ของออกญาเสนาภิมุข ที่ควรจะอยู่มนตู้นิรภัยชั้นในสุด!
"ออกญาเสนาภิมุข... ท่านเล่นละครตบตาได้แนบเนียนยิ่งนัก" เสียงแหบพร่าลอดผ่านหน้ากากอสูรดังขึ้น พร้อมกับที่คมดาบอาบยาพิษถูกชี้ตรงมาที่ลำคอของทัพ "แต่ที่น่าเสียดายคือ... คนที่ท่านคิดว่าเป็นเกลือในค่าย แท้จริงแล้วคือนายทหารผู้ภักดีที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อนำของจริงมามอบให้พระเจ้าสุริวงศ์ต่างหากล่ะครับ!"
ขุนอินทรเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อหันไปมองหน้า... นายทหารคนสนิทผู้ยืนอยู่ข้างกายเขามาตลอดสามปี กลับชักดาบออกมาจ่อที่แผ่นหลังของเขาเองอย่างเลือดเย็น!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันครับ
"พงศาวดารมีชีวิต"
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 22
บทที่ 22
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!