กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินชุ่มฝนในค่ายพักแรมยามวิกาล คือกลิ่นอายที่ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ)คุ้นชินเสียยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานในห้องนอน นัยน์ตาคมกริบภายใต้เงาแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดกวาดมองแผ่นแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้สัก ทว่าความคิดของเขากลับไม่ได้หยุดอยู่แค่เส้นทางเดินทัพบนแผ่นกระดาษ หากแต่ติดพันอยู่กับคำเตือนครั้งสุดท้ายของแม่หญิงบัวแก้ว
"ศึกครั้งนี้มิใช่แค่การชิงชัยด้วยกำลังพล ออกญา... แต่เป็นการเดิมพันด้วยศรัทธาที่หลงเหลือของแผ่นดิน"
คำกล่าวนั้นยังคงก้องกังวานในโสตประสาท ทัพขยับกายเล็กน้อย ความเจ็บแปลBจากแผลเก่าบริเวณหัวไหล่ซ้ายที่ได้รับมาจากสมรภูมิคราวก่อนแล่นริ้วขึ้นมาเตือนสติ ชายหนุ่มมิได้แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่ขบกรามแน่น ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กดดันนายกองรอบโต๊ะประชุมที่ต่างพากันก้มหน้ามองพื้น
"ข่าวกรองจากสายลับทางเหนือยืนยันแน่ชัดแล้วหรือยัง?" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท ทว่าทรงพลังอำนาจจนทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมอง
"แน่ชัดขอรับท่านออกญา..." หลวงอินทร์ นายกองหน้าผู้ผ่านศึกมาโชกโชน กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงนำทัพหลวงเคลื่อนพลตัดผ่านช่องเขาขาดมาแล้ว พวกมันไม่ได้ใช้เส้นทางหลักตามที่เราคาดการณ์ไว้ การเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่ากำหนดถึงสองวันเต็ม ตอนนี้กองหน้าของฝ่ายศัตรูอยู่ห่างจากค่ายของเราไม่ถึงสี่สิบเส้นแล้วขอรับ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมอีกครั้ง รัศมีแห่งความตึงเครียดแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก พระเจ้าสุริวงศ์... กษัตริย์ฝ่ายศัตรูผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกี้ยมและพลิกแพลงกลยุทธ์ได้อย่างไร้ร่องรอย การที่อีกฝ่ายเลือกใช้เส้นทางทุรกันดารผ่านช่องเขาขาด ย่อมหมายความว่าพวกมันยอมแลกความเหนื่อยล้าของไพร่พล เพื่อแลกกับการโจมตีแบบสายฟ้าแลบที่อยู่นอกเหนือตำราพิชัยสงคราม
ทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของแม่ทัพหนุ่มทาบทับลงบนแผนผังยุทธศาสตร์ เขาไม่ได้ตื่นตระหนก ความตายและการสูญเสียเป็นสหายเก่าที่เขาคุ้นเคยดีตั้งแต่คราวมหาสงครามพรากครอบครัวไปจากอ้อมอก แต่ทว่า... ครั้งนี้เดิมพันมันใหญ่หลวงนัก หากค่ายนี้แตก อยุธยาจักไร้ซึ่งปราการด่านสุดท้าย
"พวกมันคิดจะบดขยี้เราก่อนที่เราจะตั้งรับทันสินะ" ทัพพึมพำกับตัวเอง สายตาทอดมองออกไปนอกกระโจมที่ความมืดมิดกำลังกลืนกินทุกสิ่ง
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม ตามมาด้วยร่างระหงของแม่หญิงบัวแก้วที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียว ในมือของนางถือม้วนสาส์นลับที่เปื้อนคราบโคลน นางส่งสายตาเคร่งเครียดมายังทัพโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ทว่าทุกคนในที่นั้นต่างรู้ดีว่า ข่าวที่นางนำมาจะต้องเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงขีดสุด
"เกิดอะไรขึ้น แม่หญิง?" ทัพก้าวเข้าไปหา รั้งแขนเรียวไว้เบื้องหน้าด้วยความเป็นห่วงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสุขุม
"เสบียงสำรองของเราถูกลอบวางเพลิงเมื่อชั่วยามที่แล้ว..." บัวแก้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด "ไม่ใช่แค่เสบียง... แต่รวมถึงยารักษาโรคในสนามรบทั้งหมดด้วย ตอนนี้คนของเราเหลือเสบียงพอกินได้อีกไม่เกินสามวัน และถ้าหากรบยืดเยื้อ... ทหารเจ็บนับร้อยจะไม่มีแม้แต่ผ้าพันแผล"
เสียงฮือฮาด้วยความตกใจดังขึ้นจากเหล่านายกองทันที ข่าวนี้เปรียบเสมือนการตัดกำลังใจรบของคนในค่ายให้ดิ่งลงเหวในชั่วพริบตา การสูญเสียเสบียงและยารักษาโรคท่ามกลางวงล้อมของข้าศึกที่กำลังเคลื่อนเข้ามาประชิด คือหายนะที่แท้จริง
ทัพนิ่งเงียบไปชั่วขณะ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ การลอบวางเพลิงเสบียงและยารักษาโรคในค่ายหลวงที่คุ้มกันหนาแน่นได้ แสดงว่าในหมู่พวกเรา... มีหนอนกระทำjการเป็นไส้ศึก
"ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลคลังเสบียงในคืนนี้?" ทัพเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่ากลัว
"หมื่น ภักดี... ขอรับ" หลวงอินทร์ตอบเสียงสั่น "แต่มัน... มันถูกพบเป็นศพถูกปาดคอตายอยู่ที่มุมมืดหลังคลังเสบียงแล้วขอรับท่านออกญา"
การตัดตอนที่สมบูรณ์แบบ! ศัตรูไม่ได้แค่จะโจมตีด้วยกำลังทหาร แต่พวกมันใช้สงครามจิตวิทยาและหนอนบ่อนไส้เพื่อทำลายขวัญกำลังใจเราตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มประจันหน้า
ทัพสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุในอก เขากวาดสายตามองนายกองแต่ละคน ความระแวงเริ่มกัดกินบรรยากาศในกระโจม ทุกคนต่างมองหน้ากันเองด้วยความหวาดระแวงว่าใครคือผู้ทรยศ
"หยุดมองหน้ากันได้แล้ว!" ทัพตวาดเสียงกร้าวทรงพลัง ทว่าควบคุมน้ำเสียงไม่ให้ดังเกินไปจนตื่นตระหนกทั้งค่าย "การสงสัยกันเองในยามที่คมดาบจ่อคอหวย คือหนทางที่เร็วที่สุดที่จะนำพวกเราไปสู่ความตาย ศัตรูต้องการให้เราแตกคอกันเอง... และเราจะไม่หลุมพรางนั้น!"
บัวแก้วมองหน้าทัพด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนับถือ นางสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวและภาระอันหนักอึ้งที่ชายหนุ่มผู้นี้แบกรับไว้บนบ่า บาดแผลในอดีตที่เขาเคยสูญเสียคนรักและครอบครัว คอยหลอกหลอนให้เขาต้องปกป้องผู้คนเบื้องหลังด้วยชีวิต และบัวแก้วก็รู้ดีว่า ทัพไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างเด็ดขาด
"ถ้าเช่นนั้น... แผนการที่เราวางไว้เรื่องการตั้งรับที่แนวป่าตะวันตก คงต้องเปลี่ยนทั้งหมดใช่ไหมขอรับท่านออกญา?" หลวงอินทร์ถามด้วยความกังวล
ทัพหันกลับไปมองแผนที่อีกครั้ง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน มันเป็นรอยยิ้มของนักล่าผู้รอจังหวะขย้ำเหยื่อในยามที่เหยื่อตายใจว่าตนเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ
"เปลี่ยน..." ทัพเอ่ยเสียงเยือกเย็น "เราจะไม่ตั้งรับที่แนวป่าตะวันตก... แต่เราจะเปิดค่ายต้อนรับพระเจ้าสุริวงศ์ด้วยของขวัญชิ้นพิเศษ"
"ท่านออกญาหมายความว่า..."
"ในเมื่อพวกมันคิดว่าเรากำลังขาดแคลนเสบียงและกำลังใจแตกซ่าน เราก็จะแสดงละครให้พวกมันดู..." ทัพหันไปสบตาบัวแก้ว สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่แม้แต่นางยังต้องใจหาย "แม่หญิง... ข้าต้องการให้ท่านจัดเตรียม 'ยาพิษจากรากอัคคี' ผสมลงในไหสุราที่เหลืออยู่ในคลังเสบียง แล้วจงปล่อยให้กองทัพหน้าของข้าศึกที่บุกเข้ามาปล้นค่าย ได้ 'แย่งชิง' เสบียงเหล่านั้นไปโดยง่าย"
บัวแก้วเบิกตากว้างเล็กน้อยอย่างตกใจในแผนการอันลึกล้ำและเด็ดขาด "ท่านจะใช้เสบียงที่เหลืออยู่เป็นเหยื่อล่อ?"
"ใช่..." ทัพตอบรับด้วยแววตาที่แน่วแน่มั่นคง "กองทัพที่หิวกระหายและลำพองใจในชัยชนะ ย่อมไม่ทันระวังตัว ยิ่งพวกมันได้เสบียงและสุรามาง่ายเท่าไหร่ ความระแวงยิ่งหมดไปเท่านั้น เมื่อถึงยามวิกาล... เมื่อฤทธิ์ยาพิษกำเริบและพวกมันหลับใหลไร้การป้องกัน คือเวลาที่เราจะยกพลเข้าตีตลบหลัง"
ความเงียบงันเข้าครอบงำกระโจมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบแห่งความหวาดกลัว หากแต่เป็นความเงียบแห่งความยำเกรงต่อสติปัญญาและแผนการอันเลือดเย็นของแม่ทัพหนุ่ม
ทัพหันกลับมามองออกไปนอกกระโจมอีกครา ท้องฟ้ายามดึกสงัดปราศจากแสงดาว เมฆฝนหนาวยะเยือกกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม สมรภูมิมหาสงครามกำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า และเขาคือนักหมากรุกผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินไว้ในกำมือ
ทว่า... ในวินาทีที่ทัพกำลังจะสั่งการขั้นเด็ดขาด เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกความเงียบมาแต่ไกล ก่อนที่ทหารม้าลาดตระเวนจะพุ่งเข้ามาล้มลงแทบเท้าของเขาด้วยสภาพเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือดและโคลน
"ท่านออกญา! แย่แล้วขอรับ!" ทหารม้าร้องตะโกนสุดเสียง ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตื่นตระหนก "กองกำลังอีกสายหนึ่งของศัตรู... ไม่ได้มาจากช่องเขาขาดอย่างที่สายรายงาน!"
ทัพขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบ
"พวกมันมาจากไหน?" ทัพถามเสียงเข้ม
"พวกมัน... พวกมันล่องเรือรบผ่านแม่น้ำสายเก่าทางด้านหลังค่าย และตอนนี้... หน่วยจู่โจมพิเศษของพระเจ้าสุริวงศ์ ได้เข้ายึดโรงพยาบาลสนามและจับตัวประกันทั้งหมดไว้ได้แล้วขอรับ! รวมถึง... แม่หญิง... อะ... อุ๊บ!"
ยังไม่ทันที่ทหารม้าจะกล่าวจบ ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศปักเข้าที่กลางอกของเขาร่างล้มคว่ำลงสิ้นใจตายคาที่ต่อหน้าต่อตา ทัพเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบหันขวับกลับมามองด้านหลัง...
ร่างของแม่หญิงบัวแก้วที่ควรจะยืนอยู่เคียงข้างเขาเมื่อครู่ บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดหยดเล็กๆ ที่ลากยาวหายออกไปจากประตูপ্রجոม พร้อมกับเงาสhadowลึกลับที่เคลื่อนไหวผ่านแสงเงาตะเกียงอย่างรวดเร็ว...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 23
บทที่ 23
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!