เสียงแหวกอากาศของโลหะที่หมุนควงด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาล คือสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์จะทันได้ยินก่อนที่วิญญาณจะหลุดลอยออกจากร่าง
ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) ไม่ได้ก้มหลบ ไม่ได้ส่งเสียงร้องคำรามด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนบอกเขาว่า ในวินาทีที่ความตายเข้ามาประชิด ลมหายใจที่ช้าลงครึ่งจังหวะต่างหากคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด
*ฉับ!*
คมธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งเฉี่ยวหัวไหล่ซ้ายของเขาไปปักเข้ากับเสาไม้สักทองของป้อมปราการจนเนื้อไม้แตกละเอียด แรงปะทะทำให้เสื้อเกราะหนังชั้นนอกขาดวิ่น กลิ่นฉุนของยางน่องระเหยขึ้นมาเตะจมูกทันที ทว่าทัพไม่มีเวลาแม้แต่จะยกมือขึ้นกุมแผล ร่างสูงสง่าในชุดเกราะชุ่มโชกคราบเขม่าควันดีดตัวพุ่งไปข้างหน้าอย่างดุดัน ดาบปลายปืนในมือสะบัดกวาดร่างของทหารเงาที่โผล่มาจากมุมมืดล้มคว่ำลงไปทีละนายอย่างไร้ความปรานี
ป้อมปราการค่ายหลวงแห่งนี้ ในยามนี้... ไม่หลงเหลือความรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป มีเพียงซากอิฐหักพัง คราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท และละอองฝุ่นสีเทาที่ลอยวนเวียนราวกับวิญญาณของผู้ล่วงลับกำลังทวงถามความยุติธรรม
"ท่านทัพ! ทางด้านทิศเหนือเปิดช่องว่างแล้ว พวกมันกำลังหนี!"
เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของแม่หญิงบัวแก้วดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของเปลวเพลิง นางวิ่งฝ่ากองซากปรักหักพังมาพร้อมกับผ้าพันแผลเปื้อนเลือดในมือ บนใบหน้าสะสวยนั้นมีรอยเปื้อนเขม่าดำและคราบน้ำตาที่แห้งกรัง แต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชายชาตรี นางเพิ่งใช้มีดสั้นปลิดชีพทหารศัตรูที่ลอบเข้ามาด้านหลังของทัพไปหมาดๆ
ทัพหันกลับไปมองตามทิศทางนั้น ลมหายใจของเขาหอบกระชั้น หน้าอกกระเพื่อมไหวตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายใน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบสนามรบ ชัยชนะที่พวกเขาไขว่คว้ามาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของไพร่พลนับพัน... บัดนี้อยู่ตรงหน้าแล้ว
ธงชัยเฉลิมพลสีชาดปักเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดสูงสุดของป้อมปราการ แรงลมยามบ่ายพัดกระโชกจนผืนผ้าใบสะบัดไหว ก่อเกิดเสียงกระพือราวกับเสียงร่ำไห้ของแผ่นดิน
แต่มันไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงไชโยโห่ร้องอย่างยินดีปรีดาจากปากของทหารอยุธยาแม้แต่คนเดียว
รอบตัวทัพมีแต่ร่างไร้ลมหายใจของสหายร่วมรบ บางคนยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ที่ควรจะได้กลับไปพบหน้ามารดา บางคนเพิ่งแต่งงานได้เพียงไม่กี่เดือน เสียงครางด้วยความเจ็บปวดของทหารบาดเจ็บดังระงมผสมผสานไปกับเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ความเงียบงันอันน่าหดหู่เข้าปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ ราวกับแม้แต่ฟ้าดินก็ยังสลดใจต่อความสูญหาย
"ชัยชนะหรือ..." ทัพพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อก้มลงมองมือทั้งสองข้างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตของมิตรและศัตรูรวมกัน "นี่หรือคือสิ่งที่พวกเราแลกมันมา..."
บัวแก้วก้าวเข้าไปใกล้ ออกแรงดึงแขนของเขาเบาๆ เพื่อให้สติ แต่นางเองก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอเมื่อมองเห็นสภาพความเสียหายรอบกาย นางสูญเสียสหายร่วมอุดมการณ์ในหน่วยแพทย์สนามไปเกือบหมดสิ้นในค่ำคืนนี้
"ท่านทัพ... สงครามยังไม่จบสิ้นหรอกเจ้าค่ะ" บัวแก้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่มั่นคง นางยื่นห่อกระดาษสาชื้นเลือดให้เขา "นี่คือสารลับที่เรายึดมาได้จากแม่ทัพฝ่ายใต้ของพระเจ้าสุริวงศ์ ก่อนที่มันจะปลิดชีพตัวเอง... มันบอกว่า ต่อให้พวกท่านยึดป้อมนี้ได้ แผ่นดินอยุธยาก็ไม่มีวันปลอดภัย"
ทัพรับห่อกระดาษนั้นมาคลี่ออกด้วยมือที่ชาด้าน ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกดำปรากฏชัดเจนบนกระดาษยับยู่ยี่ เนื้อหาในนั้นทำให้ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจากไขสันหลัง
*พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ได้ถอยทัพ... แต่กำลังล่อให้พวกเขาก้าวเข้าสู่หลุมพรางที่แท้จริง*
ทัพขบกรามแน่นจนสันนัดนูนเด่น ความโกรธแค้นแผดเผาอยู่ในอก ทว่าก่อนที่เขาจะได้ออกคำสั่งใดๆ เพื่อปรับกระบวนทัพ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านล่างของป้อมปราการ ราวกับแผ่นดินกำลังแยกตัวออกเป็นสองเสี่ยง
ธงศึกสีดำสนิทรูปกาฬพฤกษ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าสุริวงศ์ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ท่ามกลางหมอกควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม
ทัพหันขวับกลับไปมองทางบันไดหินทางขึ้นป้อม ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจกดดัน ร่างนั้นสวมเกราะทองคำอร่าม มือซ้ายถือดาบยาวที่ลากพื้นจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปราบ
พระเจ้าสุริวงศ์ไม่ได้หนีพระองค์ทรงเสด็จมาด้วยพระองค์เอง พร้อมกับกองกำลังสำรองที่ซ่อนเร้นไว้ลึกที่สุดของอาณาจักรศัตรู
ทัพค่อยๆ ชักดาบออกจากฝัก โลหิตที่ติดอยู่บนคมดาบหยดลงกระทบพื้นหินส่งเสียงก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงัน เขากวาดสายตามองกษัตริย์ผู้เป็นอริราชศัตรูที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ทุกที ศึกครั้งนี้ไม่ใช่การชิงชัยเพื่อป้อมปราการอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่เดิมพันด้วยลมหายใจของแผ่นดินอยุธยา
"ออกญาเสนาภิมุข..." สุจเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของพระเจ้าสุริวงศ์ดังขึ้น หยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าบันไดขั้นสุดท้าย พระองค์ทรงแย้มพระสรวลเยียบเย็น ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่ทัพด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ชนะแล้วจริงๆ หรือ... หรือเจ้าเป็นเพียงคนโง่เขลาที่เดินมาตายในหลุมศพที่ข้าขุดรอไว้กันแน่?"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเลือดนี้ด้วยกันนะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 17
ชัยชนะที่แลกมาด้วยน้ำตา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!