เสียงกระหึ่มทุ้มต่ำของตัวถังโลหะผสมไทเทเนียม-คาร์บอนที่ถูกแรงบีบอัดจากแรงโน้มถ่วงเทียม ดังลอดผ่านพื้นรองเท้าบูทแรงดันเข้ามาในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่คนนอกสถานีจะเข้าใจ แต่มันคือเสียงหายใจของสิ่งมีชีวิตเหล็กกล้าขนาดยักษ์—และตอนนี้ ปอดข้างหนึ่งของมันกำลังสำลัก
"คุณกำลังบันทึกรายงานว่ามันเป็นแค่การล้าตัวของวัสดุตามรอบอายุขัย... ทั้งที่คุณรู้ดีว่ารอยร้าวพวกนั้นมีทิศทางเหมือนการจงใจกรีดด้วยลำแสงเลเซอร์ความถี่ต่ำ"
น้ำเสียงของดร.เอเลน่า โวลโคฟ ไม่ได้ดัง แต่คมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด เธอยืนพิงผนังเหล็กสีเทาเข้มของทางเดินเซกเตอร์ 7 ในชุดสถาปนิกวงโคจรสีขาวสะอาดที่ตัดกับคราบเขม่าสีดำสนิท ดวงตาคู่คมสีเทาภายใต้แสงไฟฉุกเฉินสีส้มกะพริบ มองตรงไปยังนายทหารผู้บัญชาการที่ยืนขวางทางเดินแคบๆ อยู่เบื้องหน้า
คาลอส เวน ไม่ได้ขยับเขยื้อn ร่างกายกำยำในชุดเกราะรบภาคสนามน้ำหนักเบาของเขาแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบของอดีตทหารผ่านศึกหรี่ลงเล็กน้อย เขากำลังประเมินเธอ—ไม่ใช่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ในฐานะตัวแปรอันตรายที่อาจทำให้สถานีอวกาศมูลค่าหลายแสนล้านเครดิตแห่งนี้ล่มสลายได้ภายในพริบตา
"ผมมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของสถานีอวกาศแห่งนี้ ดร.โวลโคฟ" คาลอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล "และคำว่า 'การจงใจกรีด' ที่คุณพูดถึง หากมันถูกกระจายออกไปในเครือข่ายสื่อสารวงโคจร สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การแก้ไขปัญหา แต่มันคือความตื่นตระหนก ประชาชนสองหมื่นชีวิตบนนี้จะเหยียบกันตายที่ประตูทางออกฉุกเฉินก่อนที่ยานอพยพลำแรกจะปลดล็อกเสียอีก"
"ดังนั้น คุณจึงเลือกที่จะปกปิดมัน?" มุมปากของเอเลน่ากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ—รอยยิ้มเดียวกับที่ทำให้คาลอสรู้สึกสะกิดใจในความมืดเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ "ซุกซ่อนความจริงไว้ใต้พรมเหล็ก แล้วภาวนาว่าแรงดันอากาศจะไม่ระเบิดใส่หน้าเราในกะดึกสินะครับ... อ้อ ขอโทษที ผมติดนิสัยพูดความจริงแบบตรงไปตรงมา"
คำพูดเสียดสีนั้นสะท้อนก้องในอุโมงค์ระบายอากาศที่ถูกปิดตาย คาลอสขยับตัวเข้าประชิดเธอทีละก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายความอับชื้นของโลหะผสมและกลิ่นจางๆ ของโอโซนจากการลัดวงจรลอยคละคลุ้งในบรรยากาศที่ตึงเครียด
"คุณไม่เข้าใจความจริงหรอก ดร.โวลโคฟ" คาลอสโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคมกดดันจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ "คุณมองสถานีนี้เป็นงานศิลปะ เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่คุณใช้เวลาค่อนชีวิตร่างมันขึ้นมาจากกระดานชนวน... แต่สำหรับผม สถานีนี้คือสนามเพลาะ มันคือบังเกอร์ที่คอยกันความตายจากสุญญากาศภายนอก ถ้าโครงสร้างมันจะร้าว ผมจะซ่อมมันด้วยน็อตและเหล็กกล้า ไม่ใช่ด้วยการมานั่งถกเถียงเรื่องจริยธรรมกับการเมืองของบริษัทแม่"
เอเลน่าไม่ถอยหลังหนี เธอยืดตัวขึ้นสู้สายตากับผู้บัญชาการหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของเธอจะน้อยกว่าเขา แต่รัศมีทางปัญญาและความดื้อรั้นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
"งานศิลปะหรือสนามเพลาะ... มันก็สร้างมาจากเหล็กแผ่นเดียวกันนั่นแหละครับ ผู้บัญชาการเวน" เธอกระซิบเสียงลอดไรฟัน "แต่ความแตกต่างก็คือ คุณพร้อมจะสละ 'ชิ้นส่วน' ทุกชิ้นที่ขวางทาง เพื่อรักษาโครงหลักให้คงอยู่... รวมถึงชีวิตของลูกเรือตาดำๆ ที่คุณคิดว่าพวกเขาเป็นแค่ฟันเฟืองสิ้นเปลืองใช่ไหม?"
คำพูดนั้นสะเทือนเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจคาลอส ภาพเหตุการณ์ในอดีต—ภาพห้องนักบินที่เต็มไปด้วยควันไฟและเสียงกรีดร้องของลูกเรือที่เขาต้องตัดสินใจสละทิ้งเพื่อความอยู่รอดส่วนรวม—แวบเข้ามาในหัวราวกับถูกกระชากด้วยตะขอเหล็ก กล้ามเนื้อกรามของคาลอสขบเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาของเขาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเย็นชาดั่งน้ำแข็ง
"คุณรู้อะไรมากเกินไปแล้ว เอเลน่า" คาลอสเอ่ยชื่อจริงของเธอเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่ไร้ซึ่งเยื่อใย "และรอยยิ้มของคุณเมื่อครู่... มันพิสูจน์แล้วว่าคุณไม่ได้แค่บังคับให้ผมตรวจสอบจุดเกิดเหตุ แต่คุณกำลังจูงใจให้ผมเดินเข้ามาในเกมที่คุณวางแผนไว้ตั้งแต่แรก"
เอเลน่าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงความเย้ยหยันและเสน่ห์อันตรายในเวลาเดียวกัน
"ฉลาดนี่ครับ... สมกับที่เป็นอดีตสุนัขล่าเนื้อแห่งกองกำลังพิทักษ์วงโคจร" เธอยกมือขึ้นแตะแผงควบคุมฉุกเฉินที่อยู่ข้างตัว "แต่คุณคิดผิดไปอย่างหนึ่ง ผู้บัญชาการ... ผมไม่ได้วางแผนเพื่อเล่นเกมการเมืองกับคุณ แต่ผมพาคุณมาที่นี่ เพราะมีบางอย่างในเขตอับสัญญาณนี้ ที่ระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติของกองทัพคุณไม่มีวันตรวจจับได้ด้วยตัวเอง"
นิ้วเรียวของเธอเคาะลงบนแป้นพิมพ์สามครั้ง เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่ต่ำดังขึ้นเบาๆ สลัดบรรยากาศการปะทะคารมให้เปลี่ยนเป็นความระทึกขวัญทันที แผงผนังโลหะด้านหลังของท่อระบายอากาศเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดสนิทของพื้นที่บำรุงรักษาชั้นใต้ท้องสถานี—จุดอับสัญญาณที่ไม่มีแม้แต่กล้องวงจรปิดเชื่อมต่อ
คาลอสชักปืนพกเลเซอร์ออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ ลำแสงเล็งตรงไปที่ความมืดเบื้องหน้าทันที พร้อมๆ กับที่เขาใช้มืออีกข้างคว้าต้นแขนของเอเลน่าดึงถอยหลังมาหลบหลังแนวบังเกอร์เหล็กอย่างคล่องแคล่ว
"ระวังตัว!" เขากระซิบลอดไรฟัน กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงเครียดพร้อมปะทะ
ภายในความมืดมิดของช่องบำรุงรักษา ไม่มีเสียงสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากเสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่ประสานกัน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของคาลอสให้เบิกIกว้าง คือแสงกะพริบสีฟ้าอ่อนของอุปกรณ์ถอดรหัสลับทางทหาร—อุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งไว้อย่างประณีตบนสายเคเบิลหลักของระบบจ่ายพลังงานทั้งหมดของสถานี
มันไม่ใช่รอยร้าวจากการล้าตัวของวัสดุ... และมันไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบวิศวกรรม
มีใครบางคนกำลังแฮกโครงสร้างหลักของสถานีจากภายใน และเป้าหมายของมันไม่ใช่แค่การทำให้สถานีเสียหาย แต่คือการตัดสัญญาณติดต่อกับโลกภายนอกอย่างถาวร
คาลอสสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นโลหะและโอโซนเข้มข้นขึ้นในจังหวะที่ไฟฉุกเฉินเหนือหัวกะพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสนิท ทิ้งให้พวกเขาทั้งสองคนจมอยู่ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
ในความมืดสนิทนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน—หรืออะไรบางอย่าง—ก็ดังขึ้นจากก้นอุโมงค์ที่ลึกเข้าไป พร้อมกับเสียงกระซิบผ่านคลื่นวิทยุฉุกเฉินที่ดังขึ้นตรงๆ ในเครื่องรับของคาลอสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ:
*"ยินดีต้อนรับสู่เขตอับสัญญาณครับ... ผู้บัญชาการเวน"*
สถาปนิกวงโคจรกับผู้บัญชาการจุดอับสัญญาณ•ตอนที่ 2
รอยร้าวในเขตอับสัญญาณ
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกวงโคจรกับผู้บัญชาการจุดอับสัญญาณ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
