"ข้าจะให้เจ้าเห็นว่า คำว่า ‘นรก’ ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้หมายถึงความตาย แต่คือการที่เจ้าไม่อาจละสายตาไปจากร่างของข้าได้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ"
มู่หรงเทียนกระซิบชิดใบหูของไป๋ลี่หลิน น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นประสาทราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม แววตาของจอมมารดุดันดั่งเปลวเพลิงสีนิล ตัดกับผิวพรรณของหญิงสาวที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อดุจกลีบดอกท้อท่ามกลางความมืดมิดของหอคอยลับ
ไป๋ลี่หลินหอบหายใจถี่กระชั้น กระบี่เมฆาที่เคยเหน็บไว้ที่ข้างกายถูกโยนทิ้งไปกองอยู่กับพื้นอย่างไร้ค่า กายาเซียนบริสุทธิ์ของนางบัดนี้ถูกไอหยินเข้มข้นจากตัวเขารุกรานจนสั่นสะท้าน นางพยายามตั้งสติ รวบรวมลมปราณเพื่อต่อต้าน แต่ทุกครั้งที่นางเคลื่อนไหว กลับยิ่งเป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายรุกคืบเข้ามาใกล้ชิดกว่าเดิม
"อย่า... มู่หรงเทียน... ท่านต้องการเพียงแค่พลังของข้า หรือต้องการทำลายข้ากันแน่" นางเค้นเสียงถาม มือเรียวบางผลักอกกว้างของเขาออก แต่เขากลับคว้าข้อมือนางไว้แล้วตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย
"ในวิถีเซียนอเวจี การทำลายและการเติมเต็มคือสิ่งเดียวกัน" เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกแทบชิดกัน "เจ้าคิดว่าจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ข้าตามหามาตลอดสามร้อยปีคืออะไร? กายาเซียนของเจ้าหรือ? เปล่าเลย... มันคือความยินยอมพร้อมใจที่เจ้ามีต่อความมืดมิดในกายข้าต่างหาก"
เขาสัมผัสริมฝีปากนางอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับร้อนรุ่มราวกับเหล็กเผาไฟ ความเงียบภายในห้องทำงานหนักขึ้น บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกำยานมฤตยูและกลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาว ทั้งสองเริ่มโคจรลมปราณคู่หยินหยาง พลังปราณสีขาวสะอาดตาของนางไหลเวียนเข้าสู่ร่างของเขาผ่านการสัมผัส ในขณะที่ไอปีศาจสีม่วงเข้มแทรกซึมเข้าไปแทนที่ในจุดชีพจรที่อ่อนไหวที่สุด
มันไม่ใช่แค่การฝึกฝน แต่มันคือการแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดและความกำหนัดที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
"อ๊ะ..." ไป๋ลี่หลินเชิดหน้าขึ้น ร่างกายกระตุกเกร็งตามจังหวะที่เขารุกราน ความรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรเซียน แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีความรู้สึกวาบหวามประหลาดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างดุจกระแสไฟฟ้า นางรับรู้ได้ถึง ‘ความจริง’ บางอย่างที่เขาซ่อนไว้ ความลับที่ว่าเขาเองก็เปราะบางไม่ต่างจากนาง หากปราศจากไอหยินของนาง เขาก็คงเป็นเพียงตุ๊กตาที่ไร้จิตวิญญาณ
มู่หรงเทียนก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ความอดทนที่มีมานานนับร้อยปีขาดผึง เขากระซิบด้วยเสียงที่แหบพร่าที่สุดเท่าที่นางเคยได้ยิน "ลี่หลิน... เจ้าคือสิ่งเดียวที่ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้แตกสลาย เพราะหากเจ้าพังทลาย ข้าก็จะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในอเวจี"
ความเร่าร้อนเพิ่มระดับขึ้นจนถึงขีดสุด ลมปราณคู่ที่ผสานกันทำให้เกิดรัศมีวงแหวนสีทองและสีดำหมุนวนรอบกายทั้งคู่ ผ้าม่านโปร่งแสงโบกสะบัดด้วยแรงกดดันมหาศาล ทุกครั้งที่ร่างกายนูนนูนขยับเขยื้อนตามวิถีมาร ลมหายใจที่ประสานกันก็ราวกับจะดึงจิตวิญญาณของอีกฝ่ายให้จมดิ่งลงสู่ห้วงลึกที่ไม่มีวันหวนกลับ
ทันใดนั้นเอง มู่หรงเทียนก็หยุดชะงัก ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นบางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม เขาไม่ได้มองไปที่ใบหน้าของหญิงสาว แต่กลับมองผ่านไหล่ของนางไปที่บานหน้าต่างหินที่ปิดตาย
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดั่งค้อนทุบลงบนหัวใจ
"ท่านประมุข... ข้าตรวจสอบพบแล้วว่า ‘สิ่งที่ท่านตามหา’ มิได้อยู่ในร่างกายของนาง แต่ฝังอยู่ใน ‘ความทรงจำ’ ที่นางเลือกที่จะลบมันทิ้งไปในคืนนั้น"
เงาร่างดำมืดของผู้มาใหม่ปรากฏขึ้นท่ามกลางไอหมอก มู่หรงเทียนขมวดคิ้วแน่น เขารู้จักน้ำเสียงนี้ดี... มันคือเสียงของคนทรยศที่เขาฆ่าไปเมื่อร้อยปีก่อน! ไป๋ลี่หลินที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งลมปราณเริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน เมื่อภาพเหตุการณ์ในอดีตที่นางพยายามฝังกลบเริ่มไหลย้อนกลับมาฉายชัดในหัวสมอง
มันไม่ใช่การฝึกปราณคู่ธรรมดา... แต่มันคือกุญแจที่เปิดประตูขุมนรกที่กักขังวิญญาณของพวกเขาเอาไว้!
หลินหลิงร้อยเล่ห์หวังว่าตอนที่ 23 นี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนแทบลืมหายใจนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามกันมาตลอดค่ะ
มธุรสโลหิตใต้เงาจันทร์: บรรลุวิถีเซียนอเวจี•ตอนที่ 23
ฝึกปราณคู่
ผลงานโดย หลินหลิงร้อยเล่ห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินหลิงร้อยเล่ห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มธุรสโลหิตใต้เงาจันทร์: บรรลุวิถีเซียนอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!