ปลายกระบี่เย็นเฉียบกรีดผ่านผิวเนื้ออ่อนนุ่มที่ลำคอของไป๋ลี่หลินจนเกิดเป็นรอยแดงจางๆ หยาดเลือดสีสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมา แต่มันกลับถูกความร้อนผ่าวจากปลายนิ้วหยาบกร้านของมู่หรงเทียนที่เอื้อมมาเช็ดออกอย่างแผ่วเบาป้ายลงบนริมฝีปากของเขาแทน
“เจ้าจะฆ่าข้าด้วยวิธีนี้หรือ... ประมุขมู่หรง?”
ไป๋ลี่หลินเค้นเสียงถาม แม้ดวงตาจะวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น แต่ภายใต้สภาวะกดดันเช่นนี้ ร่างกายของนางกลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด ยิ่งเขากดปลายกระบี่เข้าใกล้จุดชีพจรมากเท่าใด กลิ่นอายหยินในกายของนางก็ยิ่งปั่นป่วนราวกับถูกเปลวเพลิงจากวิชามารของเขากระตุ้นให้ตื่นขึ้น
มู่หรงเทียนไม่ตอบ เขาเพียงแค่โน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างหูของนาง “ฆ่าเจ้า? กายาเซียนบริสุทธิ์เช่นเจ้า หากตายไปจะเหลือค่าอันใด”
เขาสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่ในมือสลายกลายเป็นละอองไอปีศาจสีดำทมิฬ ก่อนจะใช้มือหนาคว้าเอวคอดกิ่วของนางดึงเข้าหาตัวจนแผ่นอกของทั้งคู่แนบชิดสัมผัสกันได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
“เจ้าต้องเรียนรู้ว่า ‘ค่ายกลหยินหยาง’ ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ต้องการคมกระบี่เพื่อตัดสินความเป็นตาย...” มู่หรงเทียนกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่น่าสะพรึงกลัว “แต่มันคือการหลอมรวม... จนกว่าเจ้าจะไม่อาจแยกออกจากข้าได้อีก”
ไป๋ลี่หลินพยายามจะผลักไส ทว่าทุกสัมผัสที่เขามอบให้กลับเปรียบเสมือนพิษร้ายที่แทรกซึมไปตามกระแสโลหิต มู่หรงเทียนเริ่มร่ายเคล็ดวิชาด้วยฝ่ามือที่กดลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของนาง ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อ ‘เปิด’ กายาเซียนของนางให้ยอมรับพลังหยางที่ดุดันของเขาเข้าไป
บรรยากาศในห้องโถงลับเริ่มบิดเบี้ยว แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของผนังหินอาบไล้ร่างทั้งสองจนดูราวกับภาพวาดวิจิตรพิสดาร เงาของพวกเขาบนกำแพงทาบทับและบิดเร้า สอดประสานกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พลังหยินอันบริสุทธิ์ของไป๋ลี่หลินเริ่มหลั่งไหลออกมาจากร่างคล้ายควันสีเงินจางๆ ขณะที่พลังหยางอันเกรี้ยวกราดของมู่หรงเทียนเปรียบดังเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ ทั้งสองพลังปะทะและหมุนวนจนกลายเป็นเกลียวคลื่นมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งตำหนักมาร
“อย่า... อย่าทำเช่นนี้...” ไป๋ลี่หลินครางเสียงสั่น ความอดทนของนางเริ่มพังทลายลงเมื่อเขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวระหง พลังที่เขาส่งผ่านเข้ามานั้นไม่ได้มีเพียงความต้องการ แต่มีเล่ห์เหลี่ยมที่ร้อยเรียงให้นางต้องสูญเสียการควบคุมตนเอง
“เจ้าไม่ได้เกลียดมันหรอก ลี่หลิน...” มู่หรงเทียนจงใจใช้น้ำเสียงยั่วยวนที่ทำให้นางสติหลุด “ข้าสัมผัสได้... ร่างกายของเจ้ากำลังเพรียกหาข้า มากกว่าจิตใจที่จองหองนั่นเสียอีก”
เขากดร่างของนางลงบนแท่นหินเย็นเยียบ ทว่าความเย็นนั้นไม่อาจต้านทานความร้อนแรงที่เขามอบให้ได้อีกต่อไป การประยุกต์ใช้กามารมณ์เป็นอาวุธของเขาในครั้งนี้ช่างโหดร้ายและงดงาม เขาไม่ได้ใช้กำลังบังคับ แต่ใช้ความโหยหาเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดนางไว้จนดิ้นไม่หลุด
ทว่า ในขณะที่ไป๋ลี่หลินกำลังจะยอมจำนนต่อกระแสคลื่นอารมณ์ที่มู่หรงเทียนชักนำ สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของนางก็พลันเห็นบางอย่างที่หน้าประตูห้องโถงลับ...
เงาสีดำสายหนึ่งวูบไหวผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี... กลิ่นอายหอมจางของดอกบัวหิมะที่ไม่มีวันปรากฏในพรรคมารอเวจีแห่งนี้
นางเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ มู่หรงเทียนเองก็ชะงักกึก เขาผละออกจากร่างของนางเพียงครู่เดียว ดวงตาคมกริบดุจสัตว์ป่าหันขวับไปทางหน้าประตูด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนจะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน พร้อมกับปลายกระบี่เล่มหนึ่งที่พุ่งทะลุผนังหินเข้ามาหมายจะเด็ดหัวประมุขมาร!
“ประมุขมู่หรง... เจ้ามัวแต่หลงระเริงกับของเล่น จนลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีหนี้เลือดที่ต้องชำระ!”
เสียงที่คุ้นเคยนั้นทำเอาไป๋ลี่หลินหน้าถอดสี ความหวังและความสิ้นหวังตีรวนกันอยู่ในอก เพราะร่างที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางไอหมอกสีดำเบื้องหน้าหาใช่ใครอื่นไม่... แต่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของนางเองที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามเส้นทางสายมืดของหลินหลิงร้อยเล่ห์มาจนถึงตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
มธุรสโลหิตใต้เงาจันทร์: บรรลุวิถีเซียนอเวจี•ตอนที่ 37
ค่ายกลหยินหยาง
ผลงานโดย หลินหลิงร้อยเล่ห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินหลิงร้อยเล่ห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มธุรสโลหิตใต้เงาจันทร์: บรรลุวิถีเซียนอเวจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!