"ปราชญ์กระบี่... หึ ช่างเป็นคำที่โสโครกสิ้นดีในสายตาของพวกสุนัขรับใช้สำนักกระบี่นภา!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนก้องกังวานท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารโบราณ แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่พุ่งจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก หลี่มู่หยางยืนหยัดอยู่เบื้องหน้ากองศพของศัตรู แววตาของเขาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งผ่านการชุบโลหิตมาหมาดๆ เสื้อคลุมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่ระเบิดออก รอยแผลเป็นบนใบหน้ายิ่งขับเน้นความดุดันและทะนงองอาจของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน
"นายท่าน ระวังตัวหน่อย เจ้าพวกสุนัขจรจัดเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายเน่าเฟะเหลืออยู่อีกไม่น้อย"
เสียงคำรามต่ำในลำคอด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นจาก 'พยัคฆ์เพลิงทมิฬ' สัตว์อสูรบรรพกาลคู่ใจที่ยืนแยกเขี้ยวสีนิลอยู่เบื้องข้าง ดวงตาคู่ใหญ่ราวอัคนีเพลิงจ้องมองกลุ่มผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภาที่รายล้อมเข้ามาด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ร่างกายกำยำของมันปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีครามที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้กลายเป็นจุล
เบื้องหลังวงล้อมอันตรายนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวน้ำแข็งสลักยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดเสาหิน เซียนหานอวี่ เจ้าสำนักยอดเขาเหมันต์ ปรายตามองการต่อสู้ด้วยแววตาที่เยียบเย็นดั่งห้วงน้ำแข็งพันปี ใบหน้างดงามไร้ที่ติราศีกดดันจนผู้คนไม่กล้าสบตา แม้ภายนอกนางจะดูไร้ซึ่งความรู้สึกและยึดมั่นในกฎเกณฑ์แห่งสำนักคุณธรรม ทว่าลึกๆ ในดวงตาคู่สวยกลับฉายแววความห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำฤดูหนาว ทว่ากังวานลึกถึงจิตวิญญาณ
"หลี่มู่หยาง... เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเดิม การใช้วิชาสายมารเช่นนั้นรังแต่จะทำให้เส้นชีพจรปราณของเจ้าแหลกสลายไปกับฟ้าดิน"
"หานอวี่ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เจ้ากลายเป็นกระบอกเสียงให้พวกหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านี้?" หลี่มู่หยางแย้มยิ้มหยัน มุมปากหยักลึกปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันโชคชะตา "ข้าเลือกเดินบนเส้นทางที่สวรรค์ทอดทิ้งมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่ยุทธภพนี้แล้ว ต่อให้เส้นชีพจรแหลกสลาย หรือวิญญาณแตกดับเป็นจุล ข้าก็ไม่มีวันก้มหัวให้ความยุติธรรมจอมปลอมของพวกมัน!"
"บังอาจ! เจ้ามารร้ายเดรัจฉาน วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่นภาจะล้างมลทินให้ยุทธภพเอง!"
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่นภาแผדเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยพลังปราณกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบ มันพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับกระบวนท่า 'ร้อยกระบี่คืนจันทร์' ที่ตระการตาและรุนแรงจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ คมกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าประตูด้านหน้าและด้านหลังของหลี่มู่หยางราวกับหายุทธภพ
หลี่มู่หยางไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง แววตาของเขาหรี่แคบลงชั่วพริบตา ความทรงจำนับพันปีที่หลับใหลอยู่ในห้วงสำนึกถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ในเมื่อพวกมันอยากเห็นนัก เขาก็จะสงเคราะห์ให้ได้รู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง
นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ คล้ายกำลังเขียนอักษรโบราณกลางห้วงนภา ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวจนเฉียบพลัน อุณหวลดิ่งวูบลงราวกับถูกดึงเข้าสู่ขุมนรกน้ำแข็ง หลี่มู่หยางชักกระบี่ออกจากฝักด้วยเสียง 'กริ๊ง' ที่กังวานใสราวน้ำค้างแข็งหยดลงบนแผ่นศิลา แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้แก้วหูของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รอบด้านสั่นสะท้านจนเลือดซูซาไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด
นั่นคือ 'เพลงกระบี่สุริยันกลืนจันทรา' วิชาลับต้องห้ามที่สูญหายไปจากยุทธภพมานานนับพันปี!
ตำนานกล่าวขานว่าวิชานี้ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนบรรพกาลผู้ฝืนลิขิตฟ้า มันสามารถแปรเปลี่ยนแสงสว่างและความมืดให้กลายเป็นคมกระบี่ที่สังหารได้แม้กระทั่งเทพเซียน เมื่อปลายกระบี่ของหลี่มู่หยางชี้ตรงไปเบื้องหน้า ท้องนภาที่เคยสว่างไสวก็พลันมืดครึ้มลงทันที เมฆดำทะม้วนตัวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องผสานกับไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขา
"นี่มัน... วิชาต้องห้ามตระกูลหลี่เมื่อยุคบรรพกาล!" ผู้อาวุโสสำนักกระบี่นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด สีหน้าของเขาซีดเผือกราวกับคนใกล้ตาย ความมั่นใจทั้งชีวิตพังทลายลงในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับรัศมีกระบี่ที่เหนือล้ำเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการ
"ตาย!"
หลี่มู่หยางตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว รัศมีกระบี่รูปเสี้ยวจันทร์สีดำสนิทผสานประกายเพลิงสีครามพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างดุดัน รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ไร้ซึ่งช่องโหว่และไร้ซึ่งความปรานี คมกระบี่นั้นตัดผ่านกระบวนท่าร้อยกระบี่คืนจันทร์ของศัตรูราวกับตัดเต้าหู้ ร่างของผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภาแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกโพ้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนท่ามกลางเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวของพลังปราณที่สะท้อนกลับ
ตูมมม!
แรงปะทะจากการตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวทำให้ซากวิหารโบราณพังทลายลงราบเป็นหน้ากลอง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เหล่าศิษย์สำนักกระบี่นภาที่เหลือต่างถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างเมื่อเห็นจุดจบอันน่าอนาถของผู้อาวุโส
หลี่มู่หยางยืนหอบหายใจเล็กน้อย ไอปราณสีขาวพวยพุ่งออกจากริมฝีปากของเขา ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบกายด้วยความเย่อหยิ่ง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเก็บกระบี่เข้าฝักนั้นเอง สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งก็พัดผ่านหลังต้นคออย่างกะทันหัน
เซียนหานอวี่พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ มือเรียวบางคว้าแขนของเขาไว้แน่น แววตาสวยล้ำฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นางกระซิบเสียงเครือข้างใบหูของเขาด้วยความร้อนรน
"มู่หยาง... หยุดมือเดี๋ยวนี้! มีบางอย่างผิดปกติใต้รากฐานวิหารแห่งนี้... พลังปราณที่เจ้าปลดปล่อยเมื่อครู่ได้ปลุก 'ผนึกมารโลหิต' ที่หลับใหลอยู่ใต้ดินให้ตื่นขึ้นแล้ว!"
สิ้นเสียงของนาง พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงคำรามกึกก้องดั่งอสูรกายร้ายจากขุมนรกใต้พิภพดังขึ้น พร้อมกับไอปราณสีโลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ ในพริบตา
และในวินาทีที่เงาดำมหึมานับพันสายกำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกของแผ่นดิน ร่างของบุคคลผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองโบราณก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกโลหิต รอยยิ้มเยียบเย็นและแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาทั้งสอง...
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่หยาง เจ้าลูกหลานอกตัญญู ในที่สุดเจ้าก็เปิดประตูผนึกให้ข้าได้กลับคืนสู่โลกยุทธภพเสียที!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดนี้ไปกับ ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 4
วิชาลับต้องห้าม
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!