โลหิตสีดำคล้ำหยดติ๋งลงบนพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงกัดกร่อนดั่งน้ำกรดราดรดเนื้อหนัง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายความตายที่โชยมาจากหุบเขานรกภูมิเบื้องล่าง หลี่มู่หยางหรี่ตามองร่างที่ไร้วิญญาณของผู้อาวุโสพเนจรแห่งสำนักมารโลหิตที่นอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้า ปลายกระบี่วิปลาสในมือยังคงสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด ปราณกระบี่สีชาดแผ่ซ่านเป็นรัศมีรอบกายราวกับพญายมราชผู้ทวงวิญญาณ
"หึ... สำนักมารห้าธาตุส่งสุนัขรับใช้มาเดินหมากในดินแดนมนุษย์ได้รวดเร็วกว่าที่ข้าคิดเสียอีกนะ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาคมกริบทอประกายดุดันดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้ล่าเหยื่อ ขยับกายเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากศึกหนักเมื่อครู่ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เก็บกระบี่เข้าฝัก เสียงหัวเราะแหบแห้งรากเหง้าจากนรกก็ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากความมืดเบื้องหน้า
"ฮ่าๆๆ... หลี่มู่หยาง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการสังหารสุนัขรับใช้ปลายแถวเช่นมัน จะหยุดยั้งกระแสธารแห่งความพินาศที่กำลังจะกลืนกินดินแดนมนุษย์ได้? มนุษย์โง่เขลา... พวกเจ้าช่างเปราะบางและไร้ค่าเสียยิ่งกว่ามดปลวก!"
เงาร่างสีดำทมิฬนับร้อยสายพรั่งพรูออกมาจากหมอกควันพิษที่ลอยตลบอบอวล พวกมันคือเหล่าสมุนเดรัจฉานแห่งสำนักมารทมิฬ ผู้ฝึกฝนวิชาดูดกลืนวิญญาณเพื่อเสริมสร้างพลังมาร ผู้นำกลุ่มเป็นชายหนุ่มรูปงามหน้าตาน่าสะพรึง ปราณมารรอบกายพวยพุ่งเป็นรูปหัวกะโหลกส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเสียดแก้วหู มันคือ "ไป๋อวิ๋นเฟิง" หนึ่งในเจ็ดทูตสวรรค์มารผู้ชั่วร้าย
ในขณะเดียวกัน บนยอดผาสูงชันที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งนิรันดร์ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวนางพญาหิมะยืนสง่านิ่ง สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งจับจ้องเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความเยือกเย็น เซียนหานอวี่มิได้ขยับเขยื้อnกาย ทว่าพลังปราณเหมันต์รอบตัวกลับแผ่ขยายออกไปจนหยาดฝนที่กำลังจะตกลงมากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปรยปราย นางกำลังเฝ้ามองชายหนุ่มผู้ดื้อรั้นคนนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ใบหน้าอันไร้อารมณ์
*“หลี่มู่หยาง... เจ้าคนบ้าระห่ำ เจ้าคิดจะแบกรับภาระของคนทั้งใต้หล้าไว้คนเดียวอีกแล้วหรือไงกัน”* หานอวี่รำพึงในใจ นิ้วเรียวดั่งหยกกำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เบื้องล่างสมรภูมิเดือด ไป๋อวิ๋นเฟิงแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม มันกางมือออก ปรากฏลูกแก้วสีดำสนิทที่อัดแน่นด้วยวิญญาณแค้นนับหมื่นดวงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ วิญญาณเหล่านั้นส่งเสียงกรีดร้องทรมานจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
"หลี่มู่หยาง เจ้าจงดูให้เต็มตาเถอะ!" ไป๋อวิ๋นเฟิงแผดเสียงหัวเราะลั่น "แผนการของพวกเราหาใช่การบุกโจมตีสำนักธรรมะอย่างที่พวกเจ้าคาดคิดไม่... แต่พวกเราได้ฝังราก 'ค่ายกลกลืนโลหิต' ไว้ใต้รากฐานของเมืองหลวงและหมู่บ้านนับร้อยแห่งทั่วดินแดนมนุษย์แล้ว! อีกไม่ 3 วัน 3 คืน เมื่อถึงยามจันทร์ดับ พลังปราณทั้งหมดในร่างของมนุษย์นับล้านจะถูกสูบจนแห้งเหือด กลายเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงให้อาจารย์มารของเราทะลวงสู่ขอบเขตอมตะ! โลกใบนี้... กำลังจะกลายเป็นนรกบนดินอย่างแท้จริง!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจคนฟัง หลี่มู่หยางขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวระอุถึงขีดสุด เขาตระหนักทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การล้างแค้นส่วนตัว แต่มันคือหายนะครั้งใหญ่หลวงที่จะกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญสิ้น
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้นจากมิติอากาศด้านหลัง หลี่มู่หยางมิได้เรียกหา แต่มันคือ "เพลิงกัลป์" พยัคฆ์อสูรบรรพกาลขนเพลิงสีทองอร่ามที่กระโจนออกมาจากห้วงมิติอสูร ดวงตาสีเพลิงจ้องมองฝูงมารด้วยความเหี้ยมเกรียม มันเอ่ยเสียงกวนประสาทผ่านจิตสื่อสารในหัวของนายหนุ่ม
*"ลูกพี่... ดูเหมือนพวกสุนัขจรจัดพวกนี้อยากจะลองชิมรสชาติหมัดอัคคีบรรพกาลของข้าเสียแล้วกระมัง? ข้าว่าเราอย่ารอให้ถึงสามวันเลย เผาพวกมันให้เป็นจุลตั้งแต่ตอนนี้เสียเลยดีกว่า!"*
"เจ้าพยัคฆ์โง่ หุบปากแล้วเตรียมตัวรับมือ!" หลี่มู่หยางตวาดก้อง ร่างของเขาทะยานขึ้นสู่อากาศด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด ปราณกระบี่วิปลาสระเบิดออกรอบทิศทางจนผืนป่าสั่นสะเทือน
ทว่า ในวินาทีที่หลี่มู่หยางกำลังจะพุ่งเข้าประจันหน้ากับไป๋อวิ๋นเฟิงนั้นเอง ท้องนภากลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวพายุหมุนวนขนาดมหึมา เหนือหัวของพวกเขาปรากฏร่างเงาลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง สัมผัสพลังปราณของมันกดทับลงมาจนพื้นดินรอบบริเวณยุบตัวลงไปหลายฟุต ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่า
ไป๋อวิ๋นเฟิงชะงักกึก ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความเคารพยำเกรง พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้า
"คารวะท่านรองประม... อ๊ะ ไม่สิ..." ไป๋อวิ๋นเฟิงแกล้งทำเป็นอุทาน ก่อนจะหัวเราะหึๆ แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้หลี่มู่หยางต้องหยุดชะงักกระบี่ในมือ
"หลี่มู่หยาง... เจ้ายังจำ 'คนผู้ั้น' ที่สับเปลี่ยนกระบี่ประจำตระกูลของเจ้าในคืนที่สำนักถูกทำลายได้หรือไม่?"
หัวใจของหลี่มู่หยางกระตุกวูบ ปราณกระบี่ในมือดับวูบลงชั่วขณะ ความทรงจำอันเจ็บปวดและแค้นเคืองทะลักทลายเข้ามาในห้วงสำนึก
และก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีทองจะเปิดผ้าคลุมหน้าเผยโฉมหน้าที่แท้จริง เสียงกระบี่น้ำแข็งกรีดก้องฟ้าก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของเซียนหานอวี่ที่พุ่งทะยานลงมาขวางกั้นระหว่างเขากับเงาลึกลับนั้น นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเฉียบขาดที่สั่นน้อยๆ
"มู่หยาง... อย่าฟังมัน! นั่นคือค่ายกลลวงตาเพื่อทำลายจิตใจของเจ้า!"
ทว่า... เมื่อเงาลึกลับนั้นค่อยๆ เปิดฮู้ดคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงและรอยยิ้มคุ้นเคยที่สลักลึกลงในความทรงจำของหลี่มู่หยาง...
ดวงตาของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก กระบี่วิปลาสในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นศิลาเสียงดังสนั่น!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดนี้ไปกับ ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 7
คำลวงของมารร้าย
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!