“เจ้าคิดว่าซากปรักหักพังที่ฝังอยู่ใต้ทะเลทรายเพลิงผลาญนี้ จะยังหลงเหลือร่องรอยความยิ่งใหญ่ของบรรพชนตระกูลเซียนหานอวี่อยู่สักกี่ส่วนกันเชียว?”
เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของหลี่มู่หยางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือซุ้มประตูหินสีนิลมหึมาที่ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลาจนแทบกลืนหายไปกับหน้าผาสูชัน ทว่าอักขระโบราณที่สลักอยู่บนเสาทั้งสองยังคงเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามจางๆ ยามเมื่อลมปราณเย็นเยียบปะทะเข้ากับไอความร้อนระอุของผืนแผ่นดิน
เซียนหานอวี่มิได้เอ่ยคำใด นางยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหยกสลัก
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองของค่ายกลโบราณ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ทว่าแววตาคู่คมกลับสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไร้ที่ติ
มือเรียวดั่งหยกสลักกำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
ความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอกยามนี้มิใช่ความหวาดกลัว หากแต่เป็นความเวิ้งว้างราวกับคนหลงทางที่บังเอิญพบร่องรอยบ้านเกิดในวัยเยาว์ที่ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
"ตระกูลหานอวี่... มิเคยสูญสลายไปตามกาลเวลา"
น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำแข็งนิรันดร์เอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้บรรยากาศรอบกายหนתาวเหน็บลงในพริบตา "พวกมันถูกทำให้หายไปโดยน้ำมือของคนในสำนักยุทธ์เหล่านั้นต่างหาก มู่หยาง..."
หลี่มู่หยางหรี่ตาลง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างดุดัน
เขายกมือขึ้นลูบสันกระบี่วิปลาสในฝักที่ส่งเสียงคำรามเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่กดทับมานับพันปี
"คนในสำนักยุทธ์รักความสงบและคุณธรรมจอมปลอมพวกนั้น ย่อมเกรงกลัวพลังที่พวกมันมิอาจควบคุม... การล่มสลายของตระกูลหานอวี่เมื่อร้อยปีก่อน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนการอันสกปรกที่ร่วมมือกันปิดปากผู้ครอบครองเคล็ดวิชาเซียนน้ำแข็งนิรันดร์"
เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างนาง ปลายไหล่ของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นดิบเถื่อนจากร่างของบุรุษผู้ทะนงตน ตัดกับความเย็นเยือกดั่งน้ำแข็งสลักของสตรีข้างกาย
หลี่มู่หยางเอื้อมมือไปแตะหลังมือบางที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้ร่างระหงสะท้านเฮือกเล็กน้อย ก่อนที่ความแข็งกร้าวในแววตาของนางจะค่อยๆ อ่อนลง เหลือเพียงความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดได้เห็น
"หากพวกมันกล้าทำลายล้างเจ้าในอดีต วันนี้... ข้า 'ลั่วอสูร' ผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือพลิกแผ่นดินค้นหาพวกมันทีละคน แล้วส่งพวกมันลงไปกราบขอขมาดวงวิญญาณบรรพชนของเจ้าในขุมนรกเอง"
คำพูดนั้นมิใช่เพียงคำหวานปลอบประโลม หากแต่เปี่ยมด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาราวกับพายุอัคคีแผดเผาความหนาวเหน็บในใจของเซียนหานอวี่จนหลอมละลาย นางหันมามองบุรุษผู้มีรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้างแก้ม แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งยามเหมันต์ บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของเขาไว้เพียงผู้เดียว
ครืนนน—!
เสียงคำรามต่ำดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องล่าง ซุ้มประตูหินโบราณสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงและเศษหินร่วงหล่นลงมาราวกับหิมะโปรยปราย
อักขระโบราณบนเสาหินพลันทอแสงเจิดจ้าขึ้นจนแสบตา ประตูกลไกที่ปิดตายมานับร้อยปีค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินทอดยาวลงสู่เบื้องล่างที่มีความมืดมิดปกคลุม และกลิ่นอายพลังปราณโบราณที่กดทับจนลมหายใจติดขัด
"ระวังตัวด้วย" หลี่มู่หยางดึงร่างบางเข้ามาหลบด้านหลังของตนโดยสัญชาตญาณ มือขวาชักกระบี่วิปลาสออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงเหล็กเสียดสีกับฝักดัง *แกร๊ก* บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ประกายไฟสีแดงฉานแล่นริ้วไปตามคมกระบี่ขับไล่ความมืดมิดโดยรอบ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือโถงโบราณสถานขนาดมหึมา เสาหินค้ำยันสลักรูปพยัคฆ์มังกรโบราณตั้งตระหง่านเรียงราย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้าง มิใช่ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม หากแต่เป็นร่างนับร้อยที่นั่งขัดสมาธิเรียงรายอยู่สองข้างทางเดิน
ร่างเหล่านั้นล้วนสวมชุดคลุมโบราณของตระกูลเซียนหานอวี่ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานนับร้อยปี ร่างกายของพวกเขากลับไม่เน่าเปื่อย หากแต่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยน้ำแข็งสีครามบริสุทธิ์ ดวงตาทุกคู่ปิดสนิท ใบหน้าสงบนิ่งราวกับกำลังเข้าฌาน ทว่าที่กลางหน้าผากของแต่ละร่าง กลับมีรอยแผลกระบี่ลึกฉกรรจ์ที่หลงเหลือร่องรอยพลังปราณอันชั่วร้ายและคุ้นเคยยิ่งนัก...
"นี่มัน..." เซียนหานอวี่อุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ ก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจ ร่างกายเซถลาเกือบล้มลงหากไม่ได้อ้อมแขนแข็งแกร่งของหลี่มู่หยางคว้าเอวบางเอาไว้ทัน
"วิชากระบี่สลายวิญญาณ..." หลี่มู่หยางกัดฟันกรอด ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันขึ้นวับๆ ยามกวาดตามองร่องรอยแผลบนหน้าผากของเหล่าผู้อยู่ในความคุ้มครองของตระกูลเซียนหานอวี่ "นี่คือวิชาประจำสำนักกระบี่สวรรค์... สำนักที่เจ้าเคยนับถือว่าเป็นสัจธรรมและคุณธรรมนักหนา!"
ความจริงอันโหดร้ายถูกกระชากหน้ากากออกเบื้องหน้า ชิ้นส่วนของปริศนาที่ขาดหายไปถูกเติมเต็มด้วยภาพความตายอันน่าสยดสยองนี้เอง ทว่า ก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวจะทันได้ปะทุขึ้นถึงขีดสุด พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
โฮกกกก—!
เสียงคำรามโหยหวนดังก้องกังวานมาจากความมืดมิดลึกที่สุดของโถงโบราณสถาน ลมปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นเสาเพลิงมาร แผ่ขยายแรงกดดันระดับขั้นราชันย์เซียนที่กดทับร่างของทั้งสองจนกระอักเลือดคำโตออกมาพร้อมกัน
และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากโลหิตรูปอสูร ก็ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ
"นึกไม่ถึงเลยว่า... จะยังมีสุนัขรับใช้ที่รอดชีวิตจากคืนนั้นหลงเหลือมาถึงที่นี่อีก เจ้าเด็กน้อยตระกูลหานอวี่... และเจ้าสวะผู้ใช้วิชากระบี่วิปลาส"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดนี้ไปกับ ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 9
กลิ่นอายแห่งอดีต
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!