*"ฮี่ๆๆ... ในที่สุดประตูแห่งแดนสนธยาก็เปิดออกแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรโง่เขลา ล้วนต้องสังเวยให้แก่ความตาย..."*
เสียงหัวเราะโหยหวนยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ราวกับเงาอสูรนับพันกำลังกรีดร้องจากขุมนรกโลกันต์ ม่านหมอกสีนิลกาฬพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับอสรพิษนับหมื่นตัวที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีลอันยาวนาน มันแผ่ไอสังหารหนาทึบจนทำให้กระบี่วิปลาสในมือของหลี่มู่หยางสั่นสะท้อนเบาๆ คล้ายมันกำลังตื่นเต้นเร้าใจต่อกลิ่นอายแห่งความตายที่โอบล้อมรอบกาย
"ระวังตัวด้วย กลิ่นอายนี้ไม่ใช่ปราณฟ้าดินทั่วไป แต่มันคือ 'โลหิตาคม' ที่ถูกสะสมมานับพันปี!"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปีดังขึ้นข้างกาย เซียนหานอวี่ก้าวออกไปหนึ่งก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่แผ่ขยาย ไอเย็นจัดแผ่ซ่านออกเป็นวงกว้างจนหยาดน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม รัศมีเซียนขั้นบรรพกาลเปล่งประกายเจิดจ้าต้านทานม่านหมอกมรณะที่พยายามกัดกินร่างของพวกเขาทีละน้อย
"ฮ่าๆๆ แม่นางหานอวี่เป็นห่วงข้าอีกแล้วหรือ? วางใจเถอะ ต่อให้ประตูนี้จะเปิดออกสู่นรกภูมิจริงๆ หากข้ายังไม่ได้ใช้กระบี่เล่มนี้ทวงความยุติธรรมให้เจ้าและตัวข้าเอง ต่อให้ยมบาลมาเชิญด้วยตนเอง ข้าก็ไม่ยอมลงไปเด็ดขาด!"
หลี่มู่หยางแย้มยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่นคมปลาบจับจ้องไปยังเบื้องหน้า แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความท้าทายและความทะนงตนตามวิสัยของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน
*“โฮก! นายท่าน อย่ามัวแต่เกี้ยวพานสาวงาม เจ้าพยัคฆ์เพลิงอย่างข้าแสบจมูกจะแย่แล้ว! รีบทะลวงผ่านหมอกบ้าๆ นี่ไปเสียทีเถอะ ข้าอยากกินเนื้ออสูรย่างเต็มทีแล้ว!”*
เจ้าพยัคฆ์เพลิงเพลิงนรกที่หดร่างเหลือเพียงขนาดเท่าแมวปơe กระโดดมาเกาะอยู่บนไหล่กว้างของหลี่มู่หยาง มันส่งเสียงคำรามฮึดฮัดในลำคอพร้อมกับพ่นประกายไฟสีชาดออกมาเพื่อขับไล่ไอหมอกที่ลอยเข้ามาใกล้
ทว่า สถานการณ์หาได้ง่ายดายเช่นนั้นไม่ ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับภูเขาหมื่นลูกโถมทับลงบนบ่า เซียนหานอวี่หน้าถอดสีเล็กน้อย ไอเย็นรอบกายของนางสั่นกระพืออย่างรุนแรง พลังปราณในร่างเกิดอาการปั่นป่วนเพราะพิษร้ายจากม่านหมอกที่แทรกซึมผ่านเกราะป้องกันเข้ามา
"อึก..."
เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางที่ซีดเผือด ร่างระหงของเจ้าสำนักยอดเขาเหมันต์เซถลาลงเล็กน้อย หากมิใช่เพราะหลี่มู่หยางไวกว่าและพุ่งเข้าไปคว้าเอวบางของนางไว้ได้ทัน นางคงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดินที่เต็มไปด้วยไอพิษแล้ว
"หานอวี่!"
หลี่มู่หยางอุทานด้วยความร้อนรน นัยน์ตาที่เคยพินิจพิเคราะห์ความตายกลับฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด เขารวบร่างอรชรเข้ามาแนบอก ถ่ายทอดพลังปราณกระบี่วิปลาสอันบริสุทธิ์และดุดันเข้าสู่จุดตันtianของนางเพื่อกดขี่ไอพิษและบรรเทาอาการบาดเจ็บ
เซียนหานอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่คมที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับไหววับสะท้อนเงาของเขาไว้เพียงผู้เดียว ความใกล้ชิดสนิทสนมจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกันท่ามกลางความหนาวเหน็บและอันตรายรอบด้าน ทำให้หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานของนางเต้นระรัวอย่างผิดจังหวะ
ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในระยะกระชั้นชิด กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ดั่งดอกเหมันต์บนยอดเขาสูง หลี่มู่หยางก้มมองใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้แค่คืบ ริมฝีปากบางเฉียบของนางสั่นระริกเล็กน้อยจากความหนาวเหน็บและพิษร้าย
"เจ้า... เจ้ายังจะมาทำระรื่นในสถานการณ์เช่นนี้อีกหรือ..." นางเอ่ยเสียงเบาราวเสียงกระซิบ ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้ แต่น้ำเสียงกลับสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้
"ข้าเป็นห่วงเจ้า ยิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก จะให้ข้าทำหน้าเคร่งเครียดได้อย่างไรเล่า"
หลี่มู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และจริงจังอย่างหาได้ยากยิ่ง ในวินาทีนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เสียงคำรามของอสูรและเสียงกรีดร้องจากประตูแดนสนธยาพลوsเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงกัน
ท่ามกลางม่านหมอกสีนิลที่โอบล้อมและอันตรายที่พร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ หลี่มู่หยางโน้มใบลงประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มของนางอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม เป็นจุมพิตที่อบอุ่นและลึกซึ้งดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ทลายกำแพงน้ำแข็งทั้งหมดในใจของเซียนหานอวี่ลงจนหมดสิ้น นางหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยนนั้นอย่างยินยอมพร้อมใจ แขนเรียวเรียว2ข้างยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้แน่น ราวกับเกรงว่าภาพฝันนี้จะสลายหายไปหากลืมตาขึ้น
*“ฮึ่ม! พวกท่านนี่นะ เวลาตายอยู่รอมร่อยังจะมาหวานใส่กันอีก!”* เสียงโวยวายของเจ้าพยัคฆ์เพลิงดังขึ้นทำลายบรรยากาศ แต่มันยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดต่อ—
*เปรี้ยงงงง!*
สายฟ้าสีเลือดสายหนึ่งผ่าผ่าลงมาจากท้องฟ้ารัตติกาล ผ่าตรงเข้าใส่ใจกลางประตูแดนสนธยาจนเกิดแรงระเบิดสะท้อนสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาจักรเซียน แรงกระแทกนั้นซัดร่างของหลี่มู่หยางและเซียนหานอวี่กระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง
หลี่มู่หยางพยุงร่างลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ เขากวาดสายตามองฝุ่นควันและกลุ่มหมอกที่กำลังสลายตัว ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด และความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นจากกระดูกสันหลัง
ณ เบื้องหน้า หลุมลึกที่เกิดจากสายฟ้าสีเลือด บัดนี้... ร่างของบุคคลผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาจากความมืดมิด บุคคลผู้มีใบหน้าคุ้นเคยอย่างยิ่ง—สตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มผู้มีรอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่หางตา ผู้ซึ่งควรจะดับสูญไปในศึกสำนักกระบี่โลหิตเมื่อสิบปีก่อน!
"ศิษย์พี่ใหญ่... เจ้ายังไม่ตาย?!" หลี่มู่หยางอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงระคนเคียดแค้น ขณะที่สตรีผู้นั้นยกย่องมุมปากขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 20
จุมพิตท่ามกลางม่านหมอก
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!