ธงศึกแปดทิศตวัดสะบัดจนเกิดเสียงกัมปนาท กองทัพนับหมื่นนายของสำนักโลหิตโลกันตร์แผ่ไอสังหารหนาทึบจนท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน กดดันให้มวลหมู่เมฆาเบื้องบนม้วนตัวกลายเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา
เบื้องหน้ากองทัพอันเกรียงไกรที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล มีเพียงร่างสองร่างยืนหยัดตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชัน ร่างหนึ่งคือบุรุษชุดดำสนิทผู้ถือกระบี่บิ่นเล่มหนึ่งไว้ในมืออย่างไร้ความกังวล แววตาทอประกายความเย้ยหยันดุจพญาอินทรีมองดูฝูงมดปลวก ส่วนอีกร่างคือสตรีชุดขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะพันปี สีหน้าของนางเยือกเย็นราวกับไม่แยแสต่อความเป็นตายรอบกาย รัศมีแห่งความหนาวยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
"หลี่มู่หยาง เจ้าจนมุมแล้ว!" เสียงคำรามดังกึกก้องจากแม่ทัพโลหิต "ต้วนอี้" ผู้ถือครองทวนมังกรทมิฬ เขาก้าวออกมาเบื้องหน้า แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม "วันนี้ ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของสำนักเรา จงมอบคัมภีร์บรรพกาลและคุกเข่ารับความตายเสียแต่โดยดี!"
หลี่มู่หยางหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะของเขาทรงพลังและก้องกังวานเสียจนทหารแนวหน้าหลายนายต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเจ็บปวด ชายหนุ่มยกกระบี่วิปลาสขึ้นมาพิจารณา ปลายลิ้นกวาดริมฝีปากด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับพวกเขากำลังชมการแสดงงิ้ว มากกว่าจะเผชิญหน้ากับกองทัพที่เหนือกว่านับร้อยเท่า
"ต้วนอี้ สมองของเจ้านอกจากจะมีไว้ประดับกะโหลกแล้ว คงเหลือพื้นที่ไว้บรรจุแต่น้ำหนองสินะ?" หลี่มู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูกดำ "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้า หลี่มู่หยาง ผู้นี้ จะยืนรอให้พวกเจ้ามาล้อมจับโดยไม่มีการเตรียมการใดๆ?"
สีหน้าของต้วนอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อกวาดสายตามองสำรวจรอบบริเวณแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ ความมั่นใจก็กลับคืนมาอีกครั้ง "ฮ่าๆๆ คิดจะใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาหลอกล่อข้าอย่างนั้นหรือ? ไร้สาระ! กองทัพหมื่นนาย กระบวนทัพค่ายกลโลหิตสลายวิญญาณ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นกำเนิดเทพมาเองก็ต้องดื่มน้ำจานมรณะที่นี่ เจ้ายังมีหน้ามากล้าดีอันใดอีก!"
ในจังหวะนั้นเอง เซียนหานอวี่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้างก็ขยับตัวเล็กน้อย ปลายกระบี่เหมันต์ในมือของนางสะท้อนแสงสีฟ้าครามวาววับ นางไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าสายตาที่กวาดมองกองทัพเบื้องล่างกลับเย็นชาเสียจนทำให้อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปจากตัวนาง กดดันให้เหล่าทหารแนวหน้าชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
"หานอวี่ เจ้าว่าเจ้าพวกสุนัขรับใช้เหล่านี้ ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะรู้ตัวว่าพวกมันเดินตกลงมาในหลุมพรางที่ข้าขุดไว้?" หลี่มู่หยางเอียงคอมองสตรีข้างกาย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"สามลมหายใจ" เซียนหานอวี่ตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท
"ฮึ่ม! อวดดีนัก!" ต้วนอี้ตűดโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "ทหารทั้งกองทัพ ฟังคำสั่ง! บดขยี้มันให้แหลกเป็นผุยผง!"
สิ้นเสียงคำราม กองทัพนับหมื่นพุ่งทะยานเข้ามาดั่งคลื่นมหาสมุทร พลังปราณนับไม่ถ้วนหลอมรวมกันจนกลายเป็นมหัตภัยสีแดงฉานพุ่งตรงมายังหน้าผา แรงกดดันนั้นรุนแรงพอจะทำให้ภูเขาขนาดย่อมพังทลายได้ในชั่วพริบตา
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่มหัตภัยสีแดงกำลังจะกลืนกินร่างทั้งสอง... หลี่มู่หยางกลับยิ้มกริ่ม เขาไม่ได้ยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ และเซียนหานอวี่ก็ไม่ได้วาดกระบี่สร้างม่านพลังน้ำแข็งอย่างที่ควรจะเป็น
ชายหนุ่มดีดนิ้วเสียงดัง "เป๊าะ!"
*ตูมมมมม!*
เสียงระเบิดกึกก้องไม่ได้มาจากเบื้องหน้า แต่มาจาก *ใต้ฝ่าเท้า* ของกองทัพศัตรูเอง!
อักขระโบราณนับล้านตัวที่ถูกฝังไว้ลึกล้ำใต้ผืนปฐพีตั้งแต่สามวันก่อนโดยฝีมือของพยัคฆ์เพลิงจอมกวนประสาท (ที่แอบลอบวางค่ายกลขณะที่ศัตรูมัวแต่ตั้งค่าย) บัดนี้เปล่งแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน ทะลวงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็นตาข่ายพลังงานยักษ์ที่สะท้อนพลังปราณทั้งหมดของกองทัพศัตรูให้ย้อนกลับไปทำลายตัวพวกมันเอง!
"อาร์๊ากกกกกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขา คลื่นกระแทกอันเกิดจากการสะท้อนกลับของพลังปราณนับหมื่นสายทำให้กองทัพหน้าปั่นป่วนจนเหยียบย่ำกันเอง ทหารนับพันนายกระเด็นกระดอนราวกับใบไม้ปลิวท่ามกลางพายุ ต้วนอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบยกทวนมังกรทมิฬขึ้นป้องกันเบื้องหน้า แต่แรงอัดมหาศาลก็ยังคงกระแทกจนเขากระอักเลือดออกมาคำโต ร่างถอยหลังกรูดไปนับส้าวก้าว
นี่ไม่ใช่การปะทะกำลัง... แต่นี่คือ "การยืมมือฟ้าดินและพลังของศัตรูมาทำลายศัตรูเอง"
"เจ้า... เจ้าใช้ค่ายกลย้อนศรตั้งแต่เมื่อใดกัน!" ต้วนอี้ชี้หน้าหลี่มู่หยาง มือที่ถือทวนสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและหวาดกลัว
หลี่มู่หยางค่อยๆ ก้าวเดินช้าๆ ลงมาจากหน้าผา ราวกับเขากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน ทุกล่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากศัตรูและควันไฟ กลับเต็มไปด้วยความองอาจและสง่างาม กระบี่วิปลาสในมือถูกลากไปกับพื้นศิลาจนเกิดประกายไฟแล่บแปลบปราบ
"สงครามไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน ต้วนอี้" หลี่มู่หยางหยุดยืนห่างจากแม่ทัพโลหิตเพียงส้าวก้าว ดวงตาคมปลาบจับจ้องไปยังศัตรู "แต่มันวัดกันที่ว่า... ใครฉลาดพอที่จะมองเห็นหมากตาดำที่ซ่อนอยู่ใต้กระดาน"
เซียนหานอวี่ตามลงมาติดๆ ร่างของนางลอยตัวเหนือพื้นดินเล็กน้อย ไอเย็นยะเยือกแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ปิดกั้นเส้นทางหนีทีไล่ทั้งหมดของกองทัพสำนักโลหิตโลกันตร์ ดั่งเทพเซียนผู้พิพากษาชีวิตที่ลงมาทัณฑ์คนบาปด้วยความไร้ความปรานี
ต้วนอี้กัดฟันกรอด แววตาฉายแววอำมหิตขั้นสุด "ต่อให้เจ้าทำลายกองทัพหน้าได้ แต่อย่าลืมว่าผู้อาวุโสสูงสุดของเรากำลังเดินทางมา... หากเขามาถึง เจ้าและนางสารเลวผู้นี้จะต้องตายอย่างทรมานที่สุด!"
หลี่มู่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาดุดันจริงจังเป็นครั้งแรก "ผู้อาวุโสสูงสุดของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดายนัก... ที่ป่านนี้ ตาแก่หนังเหี่ยวคนนั้น คงกำลังยุ่งอยู่กับการรับมือกับ 'แขกรับเชิญพิเศษ' ที่ข้าส่งไปต้อนรับที่สำนักของพวกมันเองแล้วล่ะมั้ง"
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของต้วนอี้ถอดสีในทันที ความหวังสุดท้ายพังทลายลงในพริบตา ทว่าก่อนที่ต้วนอี้จะทันได้เอ่ยวาจาใดแก้ตัว ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแดงฉานกลับเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ราวกับเสียงคำรามของสัตว์อสูรบรรพกาลที่หลับใหล
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีดำสนิทผ่าลงมากลางวงล้อมอย่างไม่มีี่ปรปักษ์ และจากรอยแยกของมิติที่ฉีกขาดออกเบื้องหน้าพวกเขาทั้งสาม... เงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา พร้อมกับกลิ่นอายพลังอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวที่กดทับจนสรรพชีวิตต่างต้องสั่นสะท้าน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมทะยานผ่านห้วงพลังอันดุเดือดนี้ไปกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 18
กลยุทธ์พลิกแผ่นดิน
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพ่ายรักเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!