หมากกระดานนี้ข้ามิได้เดินเพียงลำพัง•ตอนที่ 9

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีลึกยังคงลอยวนอยู่บนปลายลิ้น ทว่าความอุ่นซ่านนั้นกลับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสองในห้องโถงรับรองชั้นใน หลี่จิ้นเหอไม่ได้หันกลับไปทันที ราชครูหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่ากุมอำนาจครึ่งหนึ่งในราชสำนัก เลือกที่จะปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักจากหินหยกขาว ปล่อยให้สายตากวาดมองผ่านรอยแยกของฉากกั้นไม้แกะสลักลายวิจิตร ไปหยุดอยู่ที่ร่างโปร่งระหงของสตรีที่ควรจะกำลังนั่งจิบชาอยู่หลังประตูห้องลับ ทว่าในยามนี้ เงาร่างนั้นกลับว่างเปล่า “นางไม่ได้อยู่ที่นั่น” เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องโถง เหมยซูหลินไม่ได้อยู่ที่นั่น... แผนการที่ตกลงกันไว้ว่าจะซ้อนกลตลบหลังกลุ่มขุนนางพรรคพวกของใต้เท้าเฉินในคืนนี้ ถูกบิดเบือนไปโดยเจ้าของแผนเสียเอง หลี่จิ้นเหอแค่นยิ้มเยาะให้กับความรู้สึกวาบหวามในอกที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่—ความรู้สึกที่ว่าเขากับนางคือผู้เล่นบนกระดานเดียวกัน ช่างเป็นความโง่เขลาของบุรุษที่หลงคิดว่าตนเองมองเกมขาดเสียจริง สตรีแซ่เหมยผู้นี้ไม่เคยเดินตามหมากที่เขาวางไว้ นางเพียงแต่ใช้เขาเป็น “ตัวล่อ” ชิ้นใหญ่ เพื่อดึงดูดสายตาของสุนัขล่าเนื้อทั้งหมดให้พุ่งมาที่ราชครูเช่นเขา ขณะที่ตัวนางเองกลับเร้นกายหายเข้าไปในเขตหวงห้ามของจวนเสนาบดี เพื่อจัดการเก็บกวาด “บัญชีมรณะ” เล่มนั้นด้วยมือของตนเอง “บังAหาญนัก...” นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายวับวาด ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนเปลวเทียนวับแวมริมผนังถึงกับสั่นไหว หากใต้เท้าเฉินไหวตัวทันและส่งมหาดเล็กมือสังหารไปปิดปากนางในความมืดเล่า? ซูหลินแม้จะมีความสามารถในการเจรจาการค้าและเล่ห์เหลี่ยมแพรพราวเพียงใด แต่นางก็เป็นเพียงสตรีที่ไร้ซึ่งกำลังภายในคุ้มกาย เหตุใดจึงกล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับความเสี่ยงระดับคอขาดบาดตายเช่นนี้โดยไม่ปรึกษาเขาแม้แต่ครึ่งคำ! ความคิดที่ว่านางอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายทำให้หัวใจที่ด้านชามาหลายปีของราชครูหนุ่มกระตุกวาบ มันไม่ใช่ความห่วงใยแบบกวีโวหาร แต่เป็นความหงุดหงิดที่ถูกลูบคม และความเดือดดาลที่ไม่อาจยอมให้ “หมาก” ตัวโปรดต้องพังคามือผู้อื่น หลี่จิ้นเหอสะบัดชายแขนเสื้อกว้าง ก้าวเท้าฉับๆ มุ่งตรงไปยังประตูเชื่อมสู่เรือนในของจวนตระกูลเฉิน ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วเรียวยาวกำลังจะผลักบานประตูไม้สักหนักอึ้งออกไป เสียงฝีเท้าฝีหนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากมุมมืดของระเบียงทางเดิน กึก... กึก... เสียงรองเท้าปักลายหรูหรากระทบกับพื้นแผ่นศิลาอย่างจงใจให้ได้ยิน ร่างของสตรีในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลกลมกลืนกับรัตติกาลก้าวออกมาจากเงาไม้ นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือลนลานแม้แต่น้อย บนดวงพักตร์รูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบไว้ด้วยความเยือกเย็น แววตาคู่คมกริบดั่งหงส์มองตรงมายังบุรุษผู้ยืนรอด้วยโทสะอันคุกรุ่น “ราชครูหลี่ดูร้อนรนยิ่งนัก... เกรงว่าต่อให้ท่านพังประตูบานนั้นเข้าไป ก็คงไม่พบสิ่งใดนอกจากห้องว่างๆ กับเศษกระดาษที่ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านแล้วกระมังคะ” เสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้นเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ทำให้หลี่จิ้นเหอต้องหรี่ตาลงอย่างพิจารณา เขาหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองสตรีตรงหน้า ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังจ้องมองกระจกเงาที่สะท้อนความเจ้าเล่ห์ของตัวเองออกมา “เหมยซูหลิน” หลี่จิ้นเหอเอ่ยชื่อนางทีละคำ น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ “เจ้ากล้าดียังไงถึงใช้ข้าเป็นตัวดึงดูดความสนใจโดยไม่บอกกล่าว? รู้หรือไม่ว่าหากใต้เท้าเฉินส่งกองกำลังองครักษ์ลับมาล้อมเรือนนี้ในเวลาที่เจ้ากำลังค้นหาหลักฐาน ชีวิตของเจ้าคงหลงเหลือเพียงวิญญาณที่ไร้ร่างฝังกลบ” ซูหลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของนางระคนด้วยความขบขันและท้าทาย นางก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่ผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นยามค่ำคืนโชยเข้าแตะจมูกของราชครูหนุ่ม นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าส่วนสูงของนางจะอยู่เพียงแค่ระดับอกของเขาเท่านั้น แต่รัศมีในแววตาของนางกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าขุนนางผู้ทรงอำนาจเลยแม้แต่น้อย “ท่านราชครูผู้ปราดเปรื่อง... ท่านโกรธเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของข้า หรือโกรธเพราะเสียหน้ากันแน่คะ ที่ถูกสตรีเช่นข้าชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าว?” ซูหลินเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงสองแง่สองง่าม ปลายลิ้นเรียวเล็กแตะริมฝีปากนิดๆ อย่างใช้ความคิด “อีกอย่าง... หากข้าบอกแผนการนี้กับท่าน มีหรือที่คนรอบคอบอย่างท่านจะยอมปล่อยให้ข้าเข้ามาเสี่ยงในรังเสือด้วยตัวเอง ท่านคงหาทางขัดขวาง หรือไม่ก็ฉวยโอกาสรวบหลักฐานทั้งหมดไว้เสียเอง เพื่อใช้มันต่อรองในราชสำนักเพียงลำพังตามวิสัยของขุนนางใหญ่” คำพูดของนางทิ่มแทงเข้ากลางใจดำอย่างแม่นยำ หลี่จิ้นเหอชะงักไปเล็กน้อย นั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำจริงๆ หากรู้แผนของนางตั้งแต่แรก เขาไม่มีทางปล่อยให้เหยื่อชิ้นงามหลุดมือไปให้สตรีผู้นี้บริหารจัดการตามอำเภอใจแน่ “เจ้าประเมินข้าต่ำไปแล้ว” หลี่จิ้นเหอโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มจนซูหลินต้องเผลอกลั้นหายใจ “ข้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่หลักฐานเพื่อทำลายใต้เท้าเฉิน... แต่ข้าต้องการ ‘ตัวตน’ ของคนที่อยู่เบื้องหลังเขา ซึ่งเจ้าไม่มีวันลากคอมันออกมาได้ด้วยกำลังของหอการค้าตระกูลเหมยเพียวลำพัง” ซูหลินนิ่งไป ดวงตาคู่สวยไหววับชั่วขณะ นางรู้ดีว่าบุรุษเบื้องหน้าไม่ได้พูดเกินจริง ขุนนางระดับสูงที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเครือข่ายทุจริตคอรัปชันนี้มีอำนาจรากฐานหยั่งลึกถึงในวังหลวง การจะโค่นล้มมันจำเป็นต้องใช้ทั้งอำนาจทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งมีเพียงราชครูหลี่ผู้เดียวที่ถือครองกุญแจดอกนั้น “ถ้าเช่นนั้น...” ซูหลินคลายยิ้มออกเล็กน้อย ดวงตาดำขลับเป็นประกายเจ้าเล่ห์ นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อ ออกมาเบื้องหน้า หลบซ่อนบางสิ่งไว้ในกำมือ “ท่านคิดว่าหลักฐานชิ้นนี้... จะเพียงพอสำหรับการเปิดฉากการเดินทางครั้งใหม่บนหกระดานนี้ร่วมกับข้าหรือไม่เล่าเจ้าคะ?” นางค่อยๆ คลายปลายนิ้วออกทีละน้อย เผยให้เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่สะท้อนแสงจันทร์สลัว มันไม่ใช่กระดาษบัญชีหนาเตอะอย่างที่คาดคิด แต่เป็น ‘ป้ายคำสั่งทองคำสลักลายพยัคฆ์’ —ตราสัญลักษณ์ประจำตัวที่ไม่มีทางปรากฏขึ้นในจวนของขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างใต้เท้าเฉินอย่างเด็ดขาด! หลี่จิ้นเหอหรี่ตามองป้ายทองคำในมือของนาง ร่างสูงชะงักค้างไปทันที ความเยือกเย็นทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อเขาตระหนักได้ทันทีว่าป้ายคำสั่งชิ้นนี้เป็นของใคร และมันนำพาหายนะระดับใดมาสู่พวกเขาทั้งคู่ในค่ำคืนนี้ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในเกมอำนาจอันลุ่มลึกนี้ไปกับหมอกเหมยปลายฤดูนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้ามิได้เดินเพียงลำพัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%