หมากกระดานนี้ข้ามิได้เดินเพียงลำพัง•ตอนที่ 7

จอกสุราแลกความลับ

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
เสียงรินสุราลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีนิลดัง *กริ๊กลงตัว* ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่าเสียงสายฝนโปรยปรายนอกหน้าต่าง เหมยซูหลินไม่ได้สนใจไยดีกับรสชาติอันเผ็ดร้อนของสุราหมักร้อยลี้ที่เพิ่งไหลผ่านลำคอ นางเพียงแต่จ้องมองหยดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบดอกเหมยจำลองบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ขณะที่หางตาทอดมองเลยไปยังปลายนิ้วมือคู่หนาของบุรุษตรงหน้า นิ้วมือที่นางเพิ่งสังเกตเห็นรอยแผลเป็นจาง ๆ รูปทรงคุ้นตา—รอยแผลที่สลักลึกดั่งคำสาปจากคืนสังหารล้างตระกูลเมื่อสิบปีก่อน รอยสักรูปบุปผาโลหิตที่ถูกลบเลือนด้วยรอยแผลไฟลวก... แต่มันยังคงทิ้งโครงสร้างที่นางจำได้ขึ้นใจ “จอกนี้ข้ามิได้วางยาพิษ แม่นางเหมย” เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันของหลี่จิ้นเหอดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่หมิ่นเหม่ต่อการปะทะ ราชครูหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ขยับตัวหนีสายตานางที่จดจ้องไปยังมือของเขา เขากลับยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองนางกลับมาด้วยความหมายที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา “แต่ดูท่าทางท่านแล้ว... ท่านกำลังดื่มด่ำกับความทรงจำอันเจ็บปวดมากกว่ารสสุรากระมัง” เหมยซูหลินแค่นยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษแห่งความเยือกเย็น นางค่อย ๆ วางจอกสุราลงกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่นพอควร “ราชครูหลี่ช่างมีความสามารถในการอ่านใจคนเป็นเลิศ... น่าเสียดายที่ท่านมักจะใช้ความสามารถนี้ในการปกปิดความลับ มากกว่าการเปิดเผยความจริง” “ความจริงคือสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับผู้มีอำนาจ” จิ้นเหอวางจอกสุลงบ้าง เขานั่งหลังตรง ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ทว่าแววตากลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อเห็นปลายนิ้วของนางสั่นเทוריםน้อย ๆ “และข้าคิดว่า เจ้าเองก็ไม่ใช่คนที่จะแสวงหาความจริง หากมันไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ที่คุ้มค่า” บรรยากาศในห้องรับรองส่วนตัวของโรงเตี๊ยมกลางเมืองหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความหวาดระแวง สองวิญญาณที่ต่างสะสมบาดแผลจากอดีตกำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไว้วางใจที่พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ เหมยซูหลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังรัวเร่ง นางขยับตัวเข้าหาแสงตะเกียงเล็กน้อย เพื่อให้แสงสีส้มสาดส่องใบหน้าที่ซ่อนความแค้นไว้ภายใต้หน้ากากของนักเจรจาธุรกิจ “ท่านคิดว่าข้าเข้าหาท่านเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจกระนั้นหรือ” นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก “บางที... ข้าอาจจะแค่อยากรู้ว่าเหตุใดสุนัขรับใช้ของฮ่องเต้ผู้เย็นชาเช่นท่าน ถึงได้มีรอยแผลที่ปลายนิ้วเหมือนกับ ‘เงามรณะ’ ที่เคยเหยียบย่ำศพคนในตระกูลเหมยเมื่อสิบปีก่อน” สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงจนติดลบ หลี่จิ้นเหอไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขานิ่งงันไปชั่วอึดใจ—อึดใจที่ยาวนานราวกับชั่วกัลปพฤกษ์ ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว ซูหลิน” เขาเรียกชื่อนางห้วน ๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงนั้นไม่มีความแปลกใจหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเหนื่อยล้าที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน “คนฉลาดมักอายุสั้น... เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร” “ถ้าความตายคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้เห็นท่านทรมานกับความทรงจำ ก็นับว่าคุ้มค่า” นางสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว “ลงมือสิ ราชครูหลี่ ปิดปากข้าเสียตอนนี้ เหมือนกับที่พวกมันเคยทำกับบิดามารดาของข้า” จิ้นเหอนิ่งเงบไป เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งราชสำนักทอดทับร่างของนางจนมิด เขาก้าวช้า ๆ อ้อมโต๊ะไม้จันทน์มาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นเจือกลิ่นสุราและสนิมเหล็กจาง ๆ ลอยเข้าแตะจมูก เหมยซูหลินไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย แม้หัวใจจะกรีดร้องเตือนถึงอันตรายที่อยู่ห่างเพียงคืบ มือหนายื่นออกมาอย่างกะทันหัน จนเหมยซูหลินเกือบจะชักกริชที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ ทว่า... หลี่จิ้นเหอไม่ได้ทำร้ายนาง นิ้วมือที่มีรอยแผลเป็นนั้นกลับเอื้อมไปแตะที่ปลายคางคางเรียวของนางเบา ๆ สัมผัสนั้นเย็นเยียบ ทว่ากลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนฆ่าพวกเขาหรือ” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่า รAวดร้าว และเต็มไปด้วยมิติอันดำมืดที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน “เจ้ามองข้าเป็นปีศาจกระหายเลือด... แต่เจ้าไม่เคยรู้เลยว่า ในคืนเดียวกันนั้น ข้าก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่เรือนตระกูลเหมยเช่นกัน” ร่างบางชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกكنไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนไม่เชื่อ “ท่าน... ว่าอย่างไรนะ?” “ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าคนตระกูลเหมย” หลี่จิ้นเหอผละมือออกช้า ๆ แววตาที่ทอดมองนางในยามนี้ไม่มีคราบของราชครูผู้เย็นชาเหลืออยู่ มีเพียงความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บมานานนับทศวรรษ “แต่ข้าคือคนเดียวที่ไปถึงที่นั่นก่อนที่ไฟจะมอด... และเป็นคนเดียวที่พบสมุดบัญชีลับที่พวกมันตามหา ซึ่งตอนนี้... มันกำลังอยู่ในมือของเจ้า” เพล้ง! เสียงประตูกระดาษด้านนอกถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กรูเข้ามาล้อมรอบห้องรับรอง ท่ามกลางความตกใจ เหมยซูหลินหันขวับไปมองที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้ถูกซัดเปิดผางด้วยแรงลม พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬหลายร่างที่พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมประกายคมดาบวابวับในความมืด—สัญลักษณ์รูปบุปผาโลหิตบนผ้าคาดเอวของพวกมันเด่นชัดเสียยิ่งกว่าสิ่งใด! “ระวัง!” จิ้นเหอคำรามลั่น พร้อมกับกระชากร่างของเหมยซูหลินเข้าหาอกอกแกร่งของตนในเสี้ยววินาทีที่ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศปักลงบนผนังไม้ตรงจุดที่นางนั่งอยู่เมื่อครู่เสียงดังสนิท! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ร่วมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานนี้ข้ามิได้เดินเพียงลำพัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%