ซองเอกสารสีน้ำตาลในมือของกวินเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนไว้แล้ว รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายช่างน่าหมั่นไส้เสียจนรินรดาอยากจะคว้ากระถางต้นไม้บนโต๊ะทำงานมาฟาดหน้าสักทีให้หายคันไม้คันมือ ทว่าบรรยากาศในห้องประชุมตอนนี้กลับเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน
ธันวาไม่ได้ขยับตัว สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มผู้เคยคุมเกมมาตลอดกลับตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบมองซองเอกสารนั้นราวกับมันคืองูพิษที่พร้อมฉกกัดได้ทุกเมื่อ
"เก็บรอยยิ้มโง่ๆ ของคุณแล้วไสหัวไปซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน" ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา
กวินหัวเราะในลำคออย่างไม่สะทกสะท้าน "ใจร้อนเสียจริงครับคุณธันวา นึกว่าคนระดับคุณจะชอบดูหลักฐานความพ่ายแพ้เสียอีก... อ้อ หรือว่ากลัวว่า *'ความลับ'* ในนั้นมันจะไปสะกิดแผลเก่าเข้าล่ะครับ?"
รินรดาลเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของธันวา เธอนสังเกตเห็นกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน และนิ้วมือหนาที่กำหมัดแน่นบนโต๊ะทำงานจนข้อต่อขึ้นสีขาว แม้เขาจะพยายามรักษามาดนิ่งสนิทเพียงใด แต่พลังงานรอบตัวกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ... ธันวากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดกว่านั้นมาก
"ถ้าคิดว่าเอกสารแค่แผ่นเดียวจะทำลายโปรเจกต์นี้ได้ คุณก็ประเมินผมต่ำไปหน่อยแล้ว กวิน" รินรดาแทรกตัวเข้าไปยืนเคียงข้างธันวา ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอปรายตามองกวินด้วยรอยยิ้มเยาะที่เฉียบคมไม่แพ้กัน "และถ้าคิดจะเล่นสกปรกในพื้นที่ของเรา เชิญทางออกครับ... ประจำตึกอยู่ทางนั้น เชิญ!"
กวินหรี่ตามองอินทีเรียดีไซเนอร์สาวอย่างประเมิน ก่อนจะหัวเราะหึๆ "ปากกล้าดีนี่ครับคุณรินรดา หวังว่าพอเปิดซองนี้ดูแล้ว... คุณจะยังยืนเคียงข้างผู้ชายคนนี้อยู่นะครับ"
พูดจบ กวินก็โยนซองเอกสารลงบนโต๊ะกระแทกเสียงดังสนั่น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางผู้ชนะ ทิ้งความอึดอัดและคำถามมากมายไว้เบื้องหลัง
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง รินรดารีบหันกลับมามองชายหนุ่มข้างกาย ธันวายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน แววตาที่มักจะพราวระยับด้วยความมั่นใจกลับว่างเปล่าและไหววูบอย่างน่าใจหาย
"ธันวา..." เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือเรียวยื่นไปแตะที่ต้นแขนของเขาเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น "อย่าไปสนใจคนแบบนั้นเลยค่ะ... เอ๊ย... ครับ" (รินรดาเกือบเผลอหลุดปากพูดสำนวนคุ้นเคย แต่รีบเปลี่ยนคำทันทีเมื่อเห็นสายตาของเขา)
ธันวาหันมามองมือของเธอที่แตะอยู่บนแขน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มฝื่อนๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยัก เป็นรอยยิ้มที่เธอมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันฝืนมากแค่ไหน
"คุณคิดว่าผมเป็นคนยังไงเหรอ รินรดา" ธันวาเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
"เป็นคนปากจัด เอาแต่ใจ และชอบสั่งคนอื่นครับ" รินรดาตอบตามตรงโดยไม่ลังเล แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เธอก็ยังอยากรักษาบรรยากาศให้ผ่อนคลายลงบ้าง
ธันวาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ "นั่นสินะ... ใครๆ ก็มองผมแบบนั้น"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวไปหยิบซองเอกสารที่กวินทิ้งไว้ขึ้นมาเปิดดู รินรดาลอบมองตามด้วยความกังวล เธอก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะที่ธันวาดึงกระดาษแผ่นแรกออกมา สายตาของเธอก็พลันกวาดไปเห็นข้อความและภาพถ่ายที่ปรากฏอยู่บนนั้น
มันไม่ใช่เอกสารลับทางธุรกิจอย่างที่กวินขู่ไว้... แต่มันคือภาพข่าวเก่าชิ้นหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน พาดหัวข่าวตัวโตระบุถึงอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่ และภาพถ่ายของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างซากรถยับเยินด้วยแววตาที่แตกสลาย
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ธันวากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน
"ธันวา..." รินรดาครางชื่อเขาเบาหวิว หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักได้ว่า รอยร้าวในอดีตที่ธันวาพยายามปกปิดมาตลอด มันคือบาดแผลที่เหวอะหวะและเจ็บปวดเพียงใด
ธันวาหลับตาลงช้าๆ สูตรหายใจเข้าลึกราวกับพยายามควบคุมสติที่กำลังจะหลุดลอย ก่อนที่เขาจะหันมามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ซึ่งเขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็นมาก่อนในชีวิต
"ผมเคยทำคนที่รักที่สุดตาย... เพราะความประมาทของผมเอง"
คำสารภาพนั้นหลุดออกมาจากปากของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่ง น้ำเสียงของเขาเจือความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้
ทว่า... ในวินาทีที่เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปลอบโยน ทันใดนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่เคาะขออนุญาต!
ร่างสูงโปรดของบุคคลที่สามก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมกับเสียงหอบหายใจรัวเร็วที่ทำให้ทั้งคู่ต้องสะดุ้งสุดตัว
"คุณธันวาครับ! แย่แล้วครับ... ไซต์งานหลักเกิดปัญหาใหญ่ มีคนจงใจทำลายโครงสร้างเสาหลัก... ตึกกำลังจะทรุดตัว!"
ธันวาลืมตาโพรงขึ้นทันที ความเปราะบางเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกใจขีดสุด เขาก้มมองซองเอกสารในมือสลับกับมองหน้าลูกน้องที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแจ้งข่าวร้าย
ในขณะที่รินรดากำลังจะก้าวเข้าไปคว้าแขนเขาเพื่อห้ามไม่ให้วิ่งออกไปเสี่ยงอันตราย ประตูลิฟต์ด้านนอกก็ส่งเสียงแจ้งเตือนพร้อมกับแสงไฟฉุกเฉินที่กะพริบแดงฉานทั่วทั้งชั้น... ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าสัญญาณเตือนภัยภัยพิบัติ ก็คือเงาร่างคุ้นเคยของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์ พร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังพวกเขา!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกันเสมอนะครับ
เซฟโซนที่ชื่อว่าศัตรูหัวใจ•ตอนที่ 7
กำแพงในใจ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อว่าศัตรูหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!