“หยุดมองผมด้วยสายตาแบบนั้นสักที เอเลน่า”
เสียงทุ้มต่ำของเซเรสที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสมุดเก่าแก่ของคฤหาสน์ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับยิ่งทำให้หัวใจของผม—เอเลน่า—เต้นรัวด้วยความกังวลที่กัดกินอยู่ลึกๆ นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มที่ถือครองสายเลือดแวมไพร์บริสุทธิ์นั้นกำลังไล้ไปตามสันหนังสือหนังสีซีดจาง แต่ดวงตาคมกริบสีอำพันกลับจับจ้องมาที่ผมราวกับเขาสามารถอ่านทะลุเข้าไปถึงความคิดที่ผมพยายามซ่อนไว้
“สายตาแบบไหนหรือครับ เซเรส?” ผมเอ่ยถามกลับ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้ในใจจะกำลังพายุคลั่ง ผมก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นเขาขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง
เซเรสหยุดยืนห่างออกไปเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและเลือดที่เข้มข้นดั่งไวน์ราคาแพงของเขาอบอวลอยู่รอบตัว “สายตาที่เหมือนคนกำลังมองหาเศษเสี้ยวของบางอย่างในตัวผม... บางอย่างที่คุณเชื่อว่าคุณไม่มีทางเติมเต็มให้สมบูรณ์ได้”
ผมเม้มริมฝีปากแน่น ความหวาดหวั่นที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันที่ผมพบภาพวาดใบนั้นในห้องลับใต้ดิน—ภาพหญิงสาวที่มีใบหน้าและดวงตาเหมือนกับผมทุกประการ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของความลึกลับที่ผมไม่เคยสัมผัสได้จากตัวเอง—มันกำลังจะระเบิดออกมา “คุณรักเธอมากใช่ไหมครับ... เจ้าของภาพวาดคนนั้น”
เขาชะงักไปชั่วขณะ แสงเทียนที่เต้นเร่าอยู่ในโคมแก้วสะท้อนลงบนนัยน์ตาเย็นชาของเขา แสงสีทองในดวงตาคู่นั้นวูบไหวราวกับเปลวเพลิงที่ใกล้ดับ “คุณกำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระเอเลน่า ความรักเป็นเรื่องของอดีต และผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อยึดติดกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว”
“แต่คุณมองผมเหมือนกับมองผ่านร่างของผมไป... ไปหาใครบางคนที่ตายไปนานแล้ว” ผมกลั้นใจพูดความจริงที่กัดกินความมั่นใจของผมจนหมดสิ้น “บอกผมสิครับว่าผมไม่ใช่แค่... ร่างจำลองที่คุณสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจ”
เซเรสไม่ตอบทันที เขาขยับเข้าใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชิดกัน ความร้อนผ่าวจากร่างกายของเขาปะทะกับความเย็นเยือกจากกายแวมไพร์ของเขา มันเป็นความขัดแย้งที่แสนเย้ายวนและอันตราย มือหนาของเขาเชยคางผมขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่แฝงด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้
“เอเลน่า” เขาเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำจนเกือบจะเป็นเสียงคำรามในลำคอ “คุณไม่มีวันเป็นตัวแทนของใคร และผมไม่ได้โง่เขลาพอที่จะรักภาพหลอนในความทรงจำ... สิ่งที่ผมมีต่อคุณ มันดิบเถื่อนและเรียกร้องเกินกว่าที่ความรักในอดีตจะเทียบเคียงได้”
สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาลากผ่านผิวแก้มลงมายังลำคอ มันทำให้อาการสั่นของผมทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว แต่มันคือความปรารถนาที่เขามอบให้ผ่านทางกระแสพลังงานที่แผ่ออกมา ผมรู้สึกได้ว่าเลือดในกายกำลังสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่หลับใหลอยู่ภายในกำลังตื่นขึ้นมาตอบสนองต่อชายหนุ่มตรงหน้า
“แล้วถ้าหากวันหนึ่งอัลริคกลับมา... และเขาก็ยืนยันว่าผมเป็นเพียงสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นของสังเวยให้แก่สายเลือดของคุณล่ะครับ?” ผมกระซิบถาม สบตาเขานิ่ง
“ถ้ามันกล้าแตะต้องตัวคุณ” เซเรสกดจูบลงบนขมับของผม ลมหายใจอุ่นร้อนของเขากระซิบชิดใบหู “ผมจะทำให้มันรู้ว่าการเป็นหมาป่าที่โง่เขลาจนเผลอเข้ามาในถิ่นของราชาแวมไพร์ มันมีจุดจบที่ทรมานมากกว่าความตายหลายเท่านัก”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที รสสัมผัสที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่ยากจะควบคุม เซเรสกดร่างผมลงกับโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ มืออีกข้างโอบรัดเอวผมแน่นจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน เขาเริ่มสำรวจลำคอของผมด้วยริมฝีปากที่เย็นเฉียบตัดกับความร้อนรุ่มที่เขาส่งผ่านเข้ามา
ผมควรจะผลักเขาออก ผมควรจะกังวลเรื่องที่อัลริคกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่ภายนอก แต่ในวินาทีนั้น... สัมผัสจากเซเรสกลับลบเลือนทุกความสงสัยทิ้งไป เหลือเพียงความต้องการที่ทำให้ผมไร้ทางสู้ เขากำลังจะสูบเอาวิญญาณและความคิดทั้งหมดของผมไปครอบครอง
“เซเรส... ได้โปรด...” เสียงของผมขาดห้วง เมื่อมือของเขาสอดผ่านสาบเสื้อเข้ามาสัมผัสผิวเนียนนุ่ม
ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะปล่อยใจไปกับรสสัมผัสอันลึกซึ้ง เสียงเคาะประตูที่หนักหน่วงและรุนแรงจนบานไม้โอ๊กแทบพังทลายลงมาก็ดังขึ้น
*ปัง!*
ผมสะดุ้งสุดตัว เซเรสผละออกมาจากตัวผมทันที ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะ เขาหันไปมองที่ประตูห้องที่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ทสีดำสนิทที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝน
กลิ่นอายดิบเถื่อนที่ผมคุ้นเคยดีพุ่งเข้าปะทะจมูก อัลริคยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่จากการต่อสู้ เขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและอาฆาต ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
“ดูเหมือนว่าข้าจะมาขัดจังหวะบทเพลงรักของพวกเจ้าสินะ...” อัลริคเอ่ยพลางก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจสายตาที่พร้อมจะฆ่าฟันของเซเรส “แต่ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่รู้ตัวนะเซเรส ว่าแม่สาวน้อยคนนี้มีกลิ่นที่ข้าตามหามาตลอดหลายศตวรรษ... กลิ่นของสายเลือดที่ตื่นขึ้นในคืนจันทร์ดับ”
เอเลน่า... เจ้าไม่ใช่แค่คนรักของเขา แต่วันนี้เจ้าคือ 'กุญแจ' ที่จะปลดปล่อยพันธนาการของเผ่าพันธุ์เราให้สูญสิ้นไปตลอดกาล
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในค่ำคืนนี้ด้วยกันนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 16
ความหวาดหวั่นในใจเอเลน่า
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!