"เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนข้า เอเลน่า... เพราะหัวใจที่หยุดเต้นไปนานนับศตวรรษของข้า มันกำลังเรียกร้องชื่อเจ้าจนแทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว!"
น้ำเสียงของเซเรสต่ำพร่า สั่นเครือด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านดั่งภูเขาไฟที่กำลังปะทุ เขาตรึงร่างบางของเอเลน่าไว้กับผนังหินเย็นเยียบภายในห้องลับใต้ปราสาท แสงจากคบเพลิงที่ริบหรี่รอบกายสาดกระทบใบหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความทรมานและแรงปรารถนาที่ไม่อาจกักเก็บ
เอเลน่าหอบหายใจถี่ สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันที่วาวโรจน์ของแวมไพร์หนุ่ม "ท่านกำลังใช้ข้าเป็นเครื่องมือ... หรือท่านกำลังใช้ข้าเป็นเกราะป้องกันความโดดเดี่ยวของท่านกันแน่ เซเรส? อัลริคต้องการเลือดของข้าเพื่อทำลายพันธนาการของพวกมัน แล้วท่านล่ะ? ท่านต้องการอะไรจากร่างกายที่แปดเปื้อนและวิญญาณที่สับสนดวงนี้?"
เซเรสไม่ตอบเป็นคำพูด เขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบสัมผัสกัน กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวที่คล้ายกับดอกไม้ป่าในคืนจันทร์เต็มดวงกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นขึ้น เขากดจูบหนักหน่วงลงบนลำคอระหง ลากไล้ริมฝีปากไปตามชีพจรที่เต้นเร่าของเธอ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นางสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ
"ข้าต้องการให้เจ้าเป็น 'ความเป็นมนุษย์' เพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในโลกอันมืดมิดของข้า เอเลน่า... ข้าไม่ได้ต้องการกุญแจที่จะปลดปล่อยพันธนาการเผ่าพันธุ์ข้า ข้าต้องการเพียงแค่เจ้า... ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นจอมราชันย์ หรือเป็นเพียงเหยื่อสังเวยของสงคราม แต่ในวินาทีนี้ เจ้าคือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนพรากไป"
ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่แตกต่างกันสร้างประกายไฟขึ้นกลางอก เอเลน่าเชิดหน้าขึ้น ปล่อยให้ความดื้อรั้นในใจมลายหายไปในสัมผัสที่เซเรสปรนเปรอ มือเรียวบางของเธอจิกเกร็งลงบนบ่ากว้างของเขา สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นเฉียบของแวมไพร์ที่ลากผ่านผิวเนียนละเอียดทำเอาเธอแทบขาดใจ
เสื้อผ้าที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ถูกฉีกทึ้งออกอย่างไม่ปราณี แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยความหวงแหนและทะนุถนอมในคราวเดียวกัน บนเตียงหินที่ปูทับด้วยหนังหมีหนานุ่ม เปลวไฟจากคบเพลิงโชติช่วงขึ้นราวกับตอบรับแรงปรารถนาของทั้งสอง บทรักที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความใคร่ แต่มันคือการประกาศศักดาแห่งความเป็นเจ้าของและการหลอมรวมวิญญาณสองดวงที่ต่างที่มา
เซเรสเคลื่อนไหวด้วยความเร่าร้อนปานพายุหมุน แต่ทุกจังหวะการสอดประสานกลับลึกซึ้งดั่งบทกวี เขาจูบซับน้ำตาที่ไหลรินด้วยความซาบซึ้งและเจ็บปวดของเธอ ทุกครั้งที่เขากระซิบคำว่า 'คู่แท้' เสียงของเขาดังก้องกังวานในความเงียบงันราวกับคำสาบานศักดิ์สิทธิ์ เอเลน่าโอบกอดเขาไว้แน่น เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลรินจากกายแกร่งเข้าสู่ร่างของเธอ พลังที่อบอุ่นและทรงอำนาจ พลังที่ทำให้เธอเข้าใจว่า 'กุญแจ' ที่พวกเขากล่าวถึงนั้น ไม่ใช่เลือด... แต่เป็นความรักที่ไร้เงื่อนไขระหว่างสองสายเลือดที่ไม่อาจบรรจบ
"ข้ารักเจ้า... มากกว่ากฎเกณฑ์ของบรรพบุรุษ มากกว่าความเป็นอมตะที่น่าสมเพชนี้" เซเรสคำรามต่ำในลำคอในวินาทีที่อารมณ์พุ่งสู่จุดสูงสุด เขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธออย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพียงเพื่อให้เวลาแห่งความสุขนี้คงอยู่ตลอดไป
ทว่า... ในขณะที่ความเงียบเข้าปกคลุมหลังบทรักอันแสนสาหัสผ่านพ้นไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องลับ เสียงนั้นไม่เบาและไม่รีบร้อน มันเป็นเสียงเดินที่มั่นคงดั่งนักล่าที่เดินเข้ามาหาเหยื่อในกรง
ประตูห้องถูกกระแทกจนเปิดอ้าออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ 'อัลริค' ที่ยืนถือดาบอาบเลือดอยู่ในมือ ดวงตาสีหมาป่าของมันจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเหยียดหยาม ขณะที่ในมืออีกข้าง มันลากร่างที่โชกเลือดของใครบางคนเข้ามาทิ้งไว้แทบเท้าของเอเลน่า
ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่คือ 'เอลาร่า' น้องสาวแท้ๆ ที่เอเลน่าเชื่อมาตลอดว่าตายไปแล้วตั้งแต่สงครามคราวก่อน
"การเฉลิมฉลองของพวกเจ้าช่างเร่าร้อนดีนี่" อัลริคแค่นหัวเราะ เสียงของมันเย็นเยียบจนน่าขนลุก "น่าเสียดายที่กุญแจไม่ได้มีดอกเดียว... และข้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เลือดของเจ้าเพื่อปลดปล่อยขุมนรก หากข้ามีตัวประกันที่เจ้าหวงแหนที่สุดอยู่ในมือเช่นนี้"
เอเลน่าเบิกตากว้าง ร่างกายที่ยังสั่นสะท้านจากบทรักเมื่อครู่กลับกลายเป็นเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็ง เธอเห็นนิ้วมือของเอลาร่ากระตุกเพียงครั้งเดียว ก่อนที่วิญญาณจะดับสูญไปต่อหน้าต่อตา เซเรสลุกขึ้นยืนขวางหน้าเอเลน่าทันที มือขวาของเขากลายเป็นกรงเล็บแหลมคมพร้อมเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต แต่ทว่าในวินาทีที่ดาบของอัลริคฟาดลงมา พื้นดินใต้ปราสาทกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
กำแพงห้องลับที่ควรจะมั่นคงกลับค่อยๆ ร้าวและแตกออก เผยให้เห็นกองทัพเงาดำที่พุ่งทะลุเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ไม่ใช่อัลริค... และไม่ใช่เซเรสที่คุมสถานการณ์นี้ได้
"ขอบคุณที่ช่วยเปิดประตูให้เราเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของนางนะ... พ่อแวมไพร์ผู้หลงระเริง" เสียงประหลาดดังมาจากเงาดำที่รวมตัวกันเป็นร่างมนุษย์ที่สวมชุดคลุมขาดวิ่น ใครบางคนกำลังก้าวออกมาจากความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยรู้จัก
ขอบคุณที่เดินทางผ่านคืนอันมืดมิดและเร่าร้อนไปกับตัวละครของผมนะครับ... หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้ท่านวางไม่ลงนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืนครับ
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 17
คำสารภาพท่ามกลางเปลวไฟ
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!