เศษหินปูนที่ร่วงกราวลงมากระทบพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบยังไม่น่าตกใจเท่ากับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาพร้อมกับไอเย็นเยือกจากความมืดมิดที่ฉีกกระชากกำแพงห้องลับจนพังทลาย
"เซเรส... นั่นมันไม่ใช่ฝูงหมาป่าปกติ" เสียงของเอเลน่าสั่นพร่าขณะก้าวถอยหลังไปพิงแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้
เซเรสไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที ดวงตาสีโลหิตของเขาหรี่ลงจ้องมองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงามืด ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยวผิดรูป เส้นเลือดสีดำปูดโปนใต้ผิวหนังที่เต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์ซึ่งถูกเย็บปิดด้วยมนตรามืด อัลริคยืนอยู่ท่ามกลางสมุนที่บ้าคลั่ง ดวงตาของอัลฟ่าผู้นี้ไม่ได้เปล่งประกายด้วยความหิวกระหายแบบสัตว์ป่า แต่ว่างเปล่าราวกับถูกควบคุมด้วยกลไกของปีศาจ
"เจ้าคิดว่ากำแพงที่สร้างจากมนต์เก่าแก่จะขวางข้าได้งั้นหรือ เซเรส?" อัลริคเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและทุ้มต่ำจนน่าขนลุก มันไม่ใช่เสียงของชายที่เคยทะนงตน แต่มันคือเสียงของคนตายที่ปฏิเสธจะลงหลุม
"เจ้าเสียสติไปแล้ว อัลริค" เซเรสแค่นยิ้มที่มุมปาก มือข้างหนึ่งโอบเอวเอเลน่าไว้แน่น สัมผัสจากเขาส่งผ่านความร้อนระอุเข้าสู่ร่างกายของหญิงสาวเพื่อรักษาสมดุลของพลังงานในตัวเธอ "แลกวิญญาณของเจ้ากับพลังอำนาจที่ควบคุมไม่ได้ สุดท้ายเจ้าก็เป็นแค่เบี้ยที่ถูกเชิดให้มาตายเพื่อข้าในห้องนี้"
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยน... ข้ามาเพื่อนำสิ่งที่ควรเป็นของข้ากลับไป" อัลริคคำรามเบาๆ กองทัพหมาป่าเบื้องหลังเริ่มขยับกาย เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังระงมไปทั่วห้องโถง สัญชาตญาณสัตว์ป่าของพวกมันถูกกระตุ้นด้วยพลังมืดที่แผ่ซ่านออกมาจากตราประทับบนหน้าอกของอัลริค
เซเรสไม่ได้ชักอาวุธ เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ไอเย็นจัดจากมวลแวมไพร์ชั้นสูงพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงมนุษย์หมาป่าที่พุ่งเข้ามา "เอเลน่า หลับตาเสีย อย่ามองสิ่งที่ข้ากำลังจะทำ"
"ไม่... ข้าจะยืนข้างท่าน" หญิงสาวตอบเสียงหนักแน่น มือเรียวคว้าแขนเสื้อของเซเรสไว้แน่น พลังที่ซ่อนเร้นในกายเธอกำลังสั่นไหวราวกับตอบรับกับแรงปะทะที่ถาโถมเข้ามา
ความโกลาหลระเบิดขึ้นในพริบตา กรงเล็บแหลมคมของพวกหมาป่าปะทะเข้ากับปราการน้ำแข็งที่เซเรสเนรมิตขึ้น เสียงคำรามด้วยความทรมานของพวกที่ถูกมนตราควบคุมดังก้องไปทั่วผนังปราสาท อัลริคพุ่งตัวทะลุกลุ่มควันเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว คือเอเลน่า
เซเรสถีบตัวเข้าปะทะกับอัลริคกลางอากาศ แรงปะทะทำให้ปราสาททั้งหลังสั่นสะเทือน ร่างของทั้งคู่ร่วงลงสู่พื้นหิน กระเบื้องหินแตกกระจาย เซเรสฝังเขี้ยวลงบนไหล่ของอัลริค แต่แทนที่จะได้ดื่มกินเลือดกลับพบเพียงความว่างเปล่าและไอเย็นจัดที่ย้อนกลับมาทำร้ายร่างแวมไพร์หนุ่ม
"มันไม่มีเลือดเหลืออยู่แล้ว... มันมีแต่ความแค้น" อัลริคหัวเราะลั่นในลำคอ ก่อนจะเหวี่ยงร่างของเซเรสกระเด็นไปกระแทกกับแท่นพิธี
"เซเรส!" เอเลน่ากรีดร้อง เธอไม่รอช้า พลังที่สถิตอยู่ในวิญญาณของเธอพุ่งทะยานออกมาเป็นแสงสีขาวนวลตาที่สว่างไสวไปทั่วห้อง มันไม่ใช่พลังทำลายล้าง แต่มันคือพลังที่บริสุทธิ์เกินกว่าที่พวกหมาป่าถูกสาปจะทานทนได้
ทว่าในจังหวะที่แสงของเธอกำลังสลายหมอกดำ อัลริคกลับไม่ได้ถอยหนี เขากลับพุ่งเข้าหาเธอด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวที่สุดเท่าที่เอเลน่าเคยเห็นมา เขาไม่ได้ต้องการตัวเธอเพื่อเป็นราชินีอีกต่อไป แต่เขากำลังจะใช้เธอเป็นเหยื่อสังเวยเพื่อปลุกสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่สามดังขึ้นท่ามกลางเสียงการต่อสู้ที่กำลังจะถึงจุดแตกหัก ประตูลับอีกด้านของห้องที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ถึงการมีอยู่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูราวกับกำลังชมละครฉากใหญ่
"ดูเหมือนพิธีกรรมของเจ้าจะผิดพลาดไปหน่อยนะ อัลริค... เพราะสิ่งที่เจ้าเรียกมาน่ะ ไม่ใช่แค่สัตว์รับใช้ แต่มันคือประตูที่ข้าเป็นคนถือลูกกุญแจอยู่"
เซเรสที่พยายามยันกายขึ้นมาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปครู่หนึ่ง
"เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและลึกลับในบทนี้ด้วยกันนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนต่อไปครับ
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 18
เงื้อมมือของศัตรู
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!