“เจ้าไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตใครทั้งนั้น อัลริค... แม้แต่เงาของเจ้าเอง เจ้ายังรักษาไว้ไม่ได้เลย”
น้ำเสียงของเซเรสเย็นเยียบดุจคมมีดที่กรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องโถงหินที่พังทลาย คราบเลือดสีเข้มของอัลฟ่าหนุ่มยังคงหยดจากปลายเล็บของเขาลงสู่พื้นหินอ่อนที่แตกร้าว กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไอของเวทมนตร์โบราณยังคงอบอวลไปทั่วบริเวณ เอเลน่ายืนอยู่เบื้องหลังเงาร่างสูงสง่าของแวมไพร์หนุ่ม ดวงตาของเธอว่างเปล่า ร่างกายสั่นสะท้านไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะแรงปะทะของพลังงานที่เพิ่งดับสูญลง
อัลริคหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาทรุดกายลงคุกเข่าบนซากปรักหักพัง ดวงตาสีอำพันที่เคยดุดันบัดนี้หม่นแสงลงจนแทบดับวูบ
“เจ้าชนะ... เซเรส” อัลริคเค้นเสียงออกมา “แต่จงจำไว้... ชัยชนะที่แลกมาด้วยความสูญเสียครั้งนี้ มันจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเจ้าไว้กับอดีตไปชั่วนิรันดร์”
เอเลน่าก้าวออกมาจากเงามืด มือเรียวสั่นเทาเอื้อมไปแตะไหล่ของเซเรส สัมผัสของเธอเย็นเยียบแต่แฝงด้วยไออุ่นที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของแวมไพร์หนุ่มเริ่มสั่นไหว เขาหันกลับมามองเธอ ดวงตาสีทับทิมที่เคยมีแต่ความกระหายเลือดบัดนี้อ่อนโยนลงอย่างประหลาด ราวกับพายุที่สงบลงเหลือเพียงระลอกคลื่นในยามค่ำคืน
“เขาพูดถูกหรือเปล่าคะ?” เอเลน่าถามเบาๆ น้ำเสียงของเธอแหบแห้ง “ความเงียบนี้... มันคืออิสรภาพจริงๆ หรือเป็นแค่หลุมศพที่ใหญ่กว่าเดิม?”
เซเรสไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงกวาดสายตามองไปรอบห้องโถง ซากศพของเหล่านักรบหมาป่าและบริวารแวมไพร์ที่นอนเกลื่อนกลาดคือประจักษ์พยานของความหายนะที่ผ่านมา สงครามจบลงแล้ว แต่ร่องรอยของมันประทับลึกลงในเนื้อหนังของพวกเขาแต่ละคน
“อิสรภาพไม่ได้หมายถึงการไม่มีบาดแผล เอเลน่า” เซเรสตอบ พลางใช้มือหนาประคองใบหน้าของหญิงสาวไว้ “มันหมายถึงการที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะแบกรับบาดแผลเหล่านั้นไปด้วยกัน”
เขาก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา เป็นจุมพิตที่แฝงความโหยหาและความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้ ในยามที่ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับผิวเนียนนุ่ม สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเซเรสยังคงเรียกร้องหาความเร่าร้อน แต่มันถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เขาโอบกอดเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือออก เธอจะสลายกลายเป็นละอองดาวไปในอากาศที่นิ่งสนิทนี้
เอเลน่าซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเชื่องช้าของแวมไพร์ชั้นสูง ความสงบที่เกิดขึ้นช่างน่ากลัวพอๆ กับสงครามที่เพิ่งผ่านไป เพราะในความสงบนี้เอง ที่ความจริงที่โหดร้ายเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ
“ดูนั่นสิ...” เอเลน่ากระซิบ พลางชี้ไปยังกำแพงด้านทิศเหนือของห้องโถง
ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของหิน สัญลักษณ์โบราณที่เป็นผนึกของตระกูลแวมไพร์กำลังสั่นไหว มันไม่ใช่การแตกสลายจากการต่อสู้ แต่เป็นการตอบสนองต่อบางสิ่งที่กำลังตื่นขึ้นจากใต้ผืนดินที่พวกเขาเหยียบอยู่
เซเรสชะงัก ร่างกายของเขากลายเป็นหิน เขารู้สึกถึงกระแสพลังงานประหลาดที่ไหลเวียนผ่านพื้นหิน มันไม่ใช่พลังของอัลริค ไม่ใช่พลังของหมาป่า และไม่ใช่พลังของแวมไพร์ตนใดที่เขาเคยรู้จัก มันคือสิ่งที่เก่าแก่และน่าเกรงขามกว่านั้นมาก
“เจ้าบอกว่าอัลริคเป็นศัตรูคนสุดท้าย...” เอเลน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าขณะถอยห่างออกมา “แต่ทำไม... ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านรกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นล่ะคะ?”
พื้นหินใต้เท้าของพวกเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเศษหินร่วงหล่นลงมา รอยร้าวบนผนังขยายตัวออกเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังเงามืดนั้น—มันคือดวงตาสีทองคู่มหึมาที่จ้องมองมายังพวกเขาด้วยความเคียดแค้นที่สั่งสมมานานนับพันปี และเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลังก็ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่พวกเขาเคยเผชิญ
เซเรสชักดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาอีกครั้ง ในขณะที่เอเลน่ารวบรวมพลังเวทที่ซ่อนเร้นขึ้นมาไว้ที่ปลายนิ้ว ทั้งสองหันหลังชนกันเมื่อเงาดำขนาดมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังกำแพงที่พังทลายนั้น
นี่คือจุดสิ้นสุดของความเงียบ... หรือจุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริงที่ไม่มีใครเคยคาดคิด
หวังว่าทุกท่านจะยังคงอยู่เคียงข้างผมและตัวละครที่ผมรักในการเดินทางครั้งสุดท้ายที่จะมาถึงนี้นะครับ
ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 28
ความเงียบหลังพายุ
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!