"ปล่อยเธอเสีย อัลริค... กรงเล็บที่อาบด้วยความโลภของเจ้า ไม่คู่ควรแม้แต่จะสัมผัสปลายผมของนาง"
เสียงของเซเรสเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง ทว่าในความเย็นนั้นกลับแฝงไปด้วยแรงอัดมหาศาลจนอากาศรอบตัวสั่นสะเทือน แวมไพร์หนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า กลิ่นเลือดจางๆ บนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขายิ่งขับเน้นให้ดวงตาสีแดงฉานนั้นดูราวกับเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาความชั่วร้าย
อัลริคในร่างกึ่งมนุษย์กึ่งหมาป่าคำรามลั่น ขนสีเทาเข้มตั้งชันด้วยความโกรธแค้น กรงเล็บแหลมคมของมันกดลึกลงบนไหล่บอบบางของเอเลน่าจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาเป็นหย่อม แต่นางไม่ได้กรีดร้อง ความเจ็บปวดที่ได้รับกลับกลายเป็นตัวจุดชนวนพลังที่ซ่อนเร้นในสายเลือด ดวงตาของเอเลน่าเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินยวงสะท้อนภาพของอัลริคที่กำลังเสียสติ
"เจ้าจะมาพูดเรื่องความคู่ควรกับข้าหรือ เซเรส!" อัลริคแค่นหัวเราะ เสียงของมันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "ข้าทำทุกอย่างเพื่อราชันย์ผู้อยู่เหนือเผ่าพันธุ์ พลังของนาง... เลือดของนางคือกุญแจที่จะทำให้ข้าเป็นนิรันดร์ ไม่ใช่สิ่งของประดับบารมีเหมือนที่เจ้าทำ!"
"เจ้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักไม่ใช่การครอบครอง" เอเลน่าเอ่ยขึ้น เสียงของนางนิ่งสงบ ทว่าทรงพลังจนอัลริคชะงักไปครู่หนึ่ง "เจ้าเห็นแค่เลือด... เห็นแค่พลัง แต่เจ้าไม่เคยเห็นดวงวิญญาณของข้า"
นางสะบัดตัวออกอย่างแรงด้วยพลังงานที่ระเบิดออกจากร่าง แสงสีเงินพุ่งกระจายราวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ผลักให้อัลริคกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำหินจนร้าว แสงสว่างจ้านั้นไม่ได้เกิดจากมนตราทั่วไป แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนจาก 'พันธะคู่แท้' ที่เชื่อมโยงวิญญาณของนางกับเซเรสเข้าด้วยกัน
เซเรสพุ่งตัวเข้าไปราวกับเงาสีดำ เขาไม่ได้เข้าจู่โจมด้วยกำลัง แต่โอบประคองร่างของเอเลน่าไว้ในอ้อมแขน สัมผัสของทั้งสองคนจุดประกายบางอย่างที่รุนแรงยิ่งกว่าพายุ พลังแห่งความรักที่ถูกปิดตายมานานนับศตวรรษหลั่งไหลผ่านฝ่ามือที่ประสานกัน มันไม่ใช่พลังทำลายล้าง แต่เป็นพลังแห่งการ 'เติมเต็ม' และ 'ชำระล้าง'
"เจ้ากำลังทำอะไร..." อัลริคพยายามจะลุกขึ้น แต่เขากลับพบว่าร่างกายของตนถูกตรึงไว้ด้วยพันธนาการที่มองไม่เห็น กล้ามเนื้อที่เคยแข็งแกร่งกำลังสั่นเทา พลังอำนาจที่เขาเคยภาคภูมิใจถูกบีบอัดจนแตกสลายด้วยแรงสะท้อนจากความผูกพันที่บริสุทธิ์ของคนทั้งคู่
"ความรักไม่ใช่จุดอ่อน อัลริค มันคือความแข็งแกร่งที่สุดที่เจ้าไม่มีวันเข้าถึง" เซเรสกล่าวขณะมองศัตรูด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช แสงสว่างรอบกายของพวกเขาขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นพายุหมุนที่บดขยี้รัศมีมืดมนของหมาป่าหนุ่มจนมลายสิ้น
ร่างของอัลริคกรีดร้อง เสียงนั้นแหลมสูงจนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ก่อนที่ร่างที่กลายพันธุ์นั้นจะค่อยๆ หดเล็กลงกลับสู่ร่างมนุษย์ที่โรยราและไร้เรี่ยวแรง พลังแห่งความรักได้ดึงเอาความโลภที่ฝังรากลึกออกมาจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงชายผู้แพ้พ่ายที่นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบ
เอเลน่าซบใบหน้าลงกับอกแกร่งของเซเรส หัวใจของทั้งสองเต้นเป็นจังหวะเดียวกันจนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน ในชั่วขณะนั้นเอง โลกที่เคยเต็มไปด้วยสงครามและเลือดดูเหมือนจะหยุดหมุน
ทว่า... ความเงียบงันหลังพายุผ่านพ้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าจากเงามืดด้านหลัง
"น่าประทับใจจริงๆ พลังที่เกิดจากความรักของคู่แท้ช่างหอมหวานและทรงอานุภาพเสียเหลือเกิน..."
เสียงปริศนาที่คุ้นหูทำให้เซเรสต้องชะงักกึก เขาผละออกจากเอเลน่าและหันไปมองในเงามืดด้วยแววตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินสลักตราสัญลักษณ์โบราณของสภาแวมไพร์ก้าวออกมา ปลายกระบี่สีเงินในมือสะท้อนแสงไฟสลัว
"ท่านพ่อ..." เซเรสพึมพำ ชื่อที่หลุดออกมาทำเอาเอเลน่ารู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ
เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายกลับกลายเป็นปมใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเมื่อผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแห่งรัตติกาลปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคำประกาศิตที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน... เส้นทางของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่บททดสอบที่โหดร้ายที่สุดนับจากนี้เป็นต้นไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านชัยชนะแห่งรักครั้งนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันในตอนบทสรุปครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 27
ชัยชนะของความรัก
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!