"ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้ อัลริค!"
เสียงคำรามต่ำลึกสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของพงไพร เซเรสปรากฏตัวขึ้นดุจเงามัจจุราช ดวงตาคมกริบสีแดงฉานวาวโรจน์ดั่งถ่านไฟที่ถูกพัดให้ลุกโชน เขายืนตระหง่านอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือร่างของอัลริค อัลฟ่าหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่กำลังโอบอุ้มร่างไร้สติของเอเลน่าไว้ในอ้อมแขน
อัลริคเงยหน้าขึ้นแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวคมที่เปื้อนคราบเลือดสีดำจากกระแสพลังที่เขาส่งผ่านไปยังร่างของหญิงสาว "เจ้ามาถึงตัวช้าไปหน่อยนะ เซเรส... พลังของนางเริ่มหลอมรวมเข้ากับคำสาปของข้าแล้ว อีกไม่นาน สายเลือดนี้จะเป็นของข้าเพียงผู้เดียว"
"เจ้าเข้าใจผิดอย่างมหันต์ อัลริค" เซเรสทิ้งตัวลงจากที่สูง พื้นดินใต้เท้าเขาสั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันมหาศาล "นางไม่ใช่ภาชนะที่เจ้าจะฉกฉวยไปครอบครองได้ตามอำเภอใจ"
เซเรสพุ่งตัวเข้าหาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ อากาศรอบข้างกรีดร้องตามแรงปะทะ มือหนาคว้าเข้าที่คอเสื้อของอัลริคเหวี่ยงร่างหนานั้นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจาย ทว่าอัลริคก็ไม่ยอมแพ้ เขาพลิกตัวกลางอากาศกลับมาตั้งหลักได้ทันควัน ดวงตาสีเหลืองอำพันของหมาป่าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สัญชาตญาณสัตว์ป่าเข้าครอบงำเต็มตัวจนกรงเล็บงอกยาวออกมาหมายจะฉีกกระชากลำคอของแวมไพร์หนุ่ม
ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองปะทะกัน เอเลน่าที่นอนนิ่งอยู่บนผืนหญ้าเริ่มรู้สึกตัว กระแสไฟฟ้าสีดำที่เคยแล่นผ่านร่างเธอเปลี่ยนทิศทาง มันไม่ได้ทำลายเธอ แต่กำลังปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ภายในให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดที่เคยมีมลายหายไป แทนที่ด้วยกระแสความร้อนที่ไหลวนเวียนอยู่ในกระดูกและกล้ามเนื้อ
"เซเรส..." เธอพึมพำผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก ดวงตาของเอเลน่าเบิกโพลงขึ้น สีของนัยน์ตาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอบอุ่นเป็นสีทองสว่างจ้าดั่งดวงดารา
เมื่ออัลริคเห็นเช่นนั้น เขาก็คำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง "นางตื่นแล้ว! จัดการนางซะก่อนที่พลังนั่นจะสมบูรณ์!"
สมุนหมาป่าที่ซุ่มอยู่รอบป่าพุ่งออกมาดั่งฝูงตั๊กแตน แต่เอเลน่าไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่ผ่านมา เธอสัมผัสได้ถึงพันธะสัญญาแห่งคู่แท้ที่เชื่อมโยงระหว่างเธอกับเซเรส พลังของเธอไม่ได้อยู่แยกส่วน แต่มันกำลังสอดประสานเข้ากับพละกำลังของแวมไพร์หนุ่มอย่างน่าอัศจรรย์
"เซเรส! จับมือข้า!" เอเลน่าตะโกนก้อง
เซเรสอาศัยจังหวะที่อัลริคเสียหลัก ถีบตัวหลบออกมาแล้วพุ่งไปคว้ามือของเอเลน่าไว้ ทันทีที่สัมผัสกัน พลังสีเงินยวงจากเซเรสและพลังสีทองบริสุทธิ์จากเอเลน่าก็หลอมรวมเป็นเกราะคุ้มกันมหาศาล กระแทกฝูงหมาป่าที่กำลังพุ่งเข้ามาให้กระเด็นออกไปคนละทิศละทางเหมือนใบไม้แห้ง
"เจ้าไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน..." เซเรสกระซิบข้างหูเธอขณะโอบกอดเอเลน่าไว้จากด้านหลัง มือข้างหนึ่งของเขาคอยประคองพลังของเธอไม่ให้แตกซ่าน สัมผัสที่เร่าร้อนของเขาทำให้หัวใจของเอเลน่าเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมา
"ข้าสัมผัสได้... สัมผัสถึงตัวตนของท่านที่อยู่ในเลือดของข้า" เอเลน่าตอบกลับ พลางสะบัดมือไปข้างหน้า ปรากฏเป็นคลื่นพลังรูปกรงเล็บที่ทรงพลังยิ่งกว่าฝีมือของหมาป่าตัวใดๆ ฟาดฟันเข้าไปที่กลางลำตัวของอัลริค
อัลริคกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านภายใต้แรงกดดันจากพลังที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้ "เป็นไปไม่ได้! พลังแห่งดวงดาวและรัตติกาล... มันถูกทำลายไปนานแล้วนี่!"
"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกของชะตากรรม อัลริค" เซเรสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่กรีดผ่านอากาศ เขาปล่อยมือจากเอเลน่าชั่วขณะเพื่อคว้าอาวุธที่ถอดออกมาจากรัตติกาล แสงสีเงินพุ่งผ่านมือเขาไปปักเข้าที่ไหล่ของอัลริคตรึงร่างนั้นไว้กับลำต้นไม้ใหญ่ "นี่คือจุดจบของความโลภที่เจ้าสั่งสมมานาน"
เอเลน่ายืนเคียงข้างเซเรส ร่างกายของทั้งคู่เปล่งแสงสะท้อนหากันและกัน พลังของพวกเขาไม่เพียงแต่ทำลายล้างศัตรู แต่ยังเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของกันและกัน ความหอมหวานของกลิ่นเลือดที่ผสมผสานกับฟีโรโมนของแวมไพร์และพลังศักดิ์สิทธิ์ทำให้บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันร้อนแรงราวกับมีเพลิงกัลป์ลุกไหม้อยู่ใต้เงาไม้
ทว่า ในขณะที่ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม อัลริคที่ดูเหมือนกำลังจะสิ้นฤทธิ์กลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเขาก้องสะท้อนไปทั่วป่า ลมพายุเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ รากไม้ใต้ดินเริ่มขยับดั่งงูพิษที่พยายามจะรัดพันร่างของทั้งสองคนไว้
"เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่เพียงลำพังงั้นหรือ?" อัลริคแค่นยิ้ม เลือดที่ไหลซึมจากไหล่ของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและซึมลงสู่ผืนดิน "เงาที่เจ้าเห็น... มันไม่ใช่แค่เงามืดของป่าหรอกเซเรส แต่มันคือประตูที่ถูกเปิดออกโดยคำสาปของเจ้าเอง"
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของเซเรสและเอเลน่าก็ยุบตัวลง เสียงคำรามที่ใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าฝูงหมาป่าทั้งหมดรวมกันดังขึ้นจากใจกลางของความมืดมิดนั้น ร่างสูงใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำทมิฬและดวงตาสีมรกตคู่ยักษ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากมิติที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่หมาป่า แต่มันคือผู้พิทักษ์ที่ถูกจองจำมานานนับพันปีที่อัลริคแอบไปทำพันธสัญญาด้วย
เอเลน่ารู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่กระชากแขนเธอไปอีกทางหนึ่ง ก่อนที่ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือใบหน้าของเซเรสที่พยายามไขว่คว้าตัวเธอไว้ แต่กลับถูกเงาดำนั้นกลืนกินไปจนสิ้น... ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมป่าอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ทำเอาหัวใจของเอเลน่าแทบสลาย
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 13
ปะทะเดือดกลางป่า
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!