รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 12

กับดักของอัลริค

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“ถ้าเธออยากเห็นหัวใจของมันยังเต้นอยู่ ก็จงก้าวเท้าออกมาจากเขตอาคมของปราสาทเซเรสเสียเดี๋ยวนี้ เอเลน่า” เสียงคำรามต่ำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังก้องผ่านไอหมอกสีเลือด อัลริคในร่างมนุษย์ที่ดูสง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต เขากำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชันเบื้องล่างปราสาทหินโบราณ ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่เป็นร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของ 'ลูซี่' หญิงสาวผู้เป็นเสมือนพี่สาวเพียงคนเดียวที่คอยดูแลเอเลน่ามาตั้งแต่เด็ก ร่างของลูซี่ถูกตรึงไว้ด้วยกรงเล็บหมาป่าที่จิกฝังลงบนหัวไหล่ เลือดสีแดงฉานค่อยๆ หยดลงบนพื้นดินเป็นทางยาว เอเลน่าที่ยืนเกาะระเบียงหินอยู่เบื้องบน แทบจะหยุดหายใจ มือเรียวบางบีบราวระเบียงแน่นจนหินสลักแตกร้าว เธอไม่ได้กลัวตาย แต่ความโกรธแค้นที่ผสมปนเปกับความหวาดกลัวต่อชะตากรรมของคนที่เธอรัก ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง “ปล่อยเธอไป อัลริค! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูซี่ เธอเป็นแค่คนธรรมดา!” เอเลน่าตะโกนกลับไป เสียงของเธอสั่นเครือทว่าเด็ดเดี่ยว “ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอ คือสมบัติของข้า รวมถึงลมหายใจของมดปลวกพวกนี้ด้วย” อัลริคหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท “ข้าให้เวลาเจ้าถึงยามที่ดวงจันทร์ลับขอบฟ้า หากเจ้าไม่ปรากฏตัวที่โขดหินมรณะ... เลือดของนางจะเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่ฝูงของข้า” ร่างสูงใหญ่ของอัลริคหายวับไปในความมืด เหลือเพียงเสียงหัวเราะทิ้งท้ายที่ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศ เอเลน่าถอยหลังกรูดลงมานั่งกับพื้น หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ เธอรู้ดีว่านี่คือกับดัก หากเธอก้าวออกไป เซเรสที่กำลังออกไปเจรจากับสภาอาวุโสจะต้องโกรธเกรี้ยวเป็นแน่ และที่สำคัญที่สุด คือการส่งตัวเองไปให้หมาป่าขย้ำถึงปากถ้ำ “อย่าไปนะ เอเลน่า” เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังขึ้นจากความมืดภายในระเบียง เซเรสปรากฏตัวขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง เขาเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือหนาไปประคองใบหน้าที่นองด้วยน้ำตาของเธอขึ้นมา “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่? การก้าวออกไปนอกเขตอาคมเท่ากับการโยนชีวิตของเจ้าให้มันบนถาดเงิน” เซเรสกล่าวพลางเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขาเย็นเฉียบ ทว่ากลับทำให้ผิวหนังของเธอร้อนผ่าวอย่างประหลาด “แต่ลูซี่... ถ้าหนูไม่ไป เธอต้องตายเพราะหนู!” เอเลน่าสะอื้น “ท่านไม่เข้าใจหรอก ท่านเป็นแวมไพร์ที่ทรงพลัง แต่หนู... หนูแค่เด็กสาวธรรมดาที่ไม่อาจแบกรับความตายของใครได้อีกแล้ว” เซเรสหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาวเบื้องหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามฝังกลบไว้มานับร้อยปีเริ่มสั่นคลอน ‘คู่แท้แห่งโชคชะตา’ มันไม่ใช่แค่คำสาป แต่มันคือพันธนาการที่เขาทั้งเกลียดและโหยหาในเวลาเดียวกัน “ข้าอาจเป็นปีศาจในสายตาของคนอื่น แต่ข้าจะไม่ยอมให้ปีศาจหน้าไหนมาพรากสิ่งที่ข้าตีตราจองไปได้” เซเรสโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากของเขาสัมผัสกับเธอ “หากเจ้าอยากไป ข้าจะไปด้วย แต่จำไว้เอเลน่า... เลือดของเจ้าเป็นของข้าเพียงผู้เดียว และข้าจะไม่มีวันยอมให้หมาป่าสกปรกตัวไหนได้ลิ้มลองแม้แต่หยดเดียว” บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนักอึ้ง พลังงานในปราสาทเริ่มแปรปรวน แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมาสะท้อนกับนัยน์ตาสีทับทิมของเซเรสที่เริ่มเรืองรอง ความเร่าร้อนที่แฝงอยู่ในลมหายใจของเขาทำให้เอเลน่าแทบขาดใจ เธอมองเห็นความรักที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเย็นชา มันเป็นความรักที่ดิบเถื่อนและอันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยสัมผัส ทั้งสองก้าวออกจากปราสาทในยามที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เมื่อถึงโขดหินมรณะ ร่างของลูซี่ถูกแขวนไว้กับต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางหมาป่าหลายสิบตัวที่ยืนแยกเขี้ยวรอคอยการมาเยือนของเหยื่ออันโอชะ “เจ้ามาจริงๆ สินะ เอเลน่า” อัลริคก้าวออกมาจากเงามืด ร่างกายของเขากำลังขยายใหญ่ขึ้น เสื้อผ้าฉีกขาดเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ปกคลุมด้วยขนหนา “แล้วนั่น... แวมไพร์ชั้นสูงที่ข้าเกลียดชังมาตลอดชีวิต” เอเลน่าก้าวออกไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ เธอไม่รู้เลยว่าพลังที่ซ่อนเร้นในเลือดของเธอกำลังตื่นขึ้น ความเจ็บปวดแปลบปลาบที่หน้าอกซ้ายทำให้เธอต้องกัดริมฝีปากแน่น “ปล่อยเธอไป อัลริค!” เธอสั่ง เสียงของเธอเปลี่ยนไป มันกังวานและมีอำนาจกดขี่จนพวกหมาป่าถึงกับล่าถอย อัลริคชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้ม “พลังของราชาหมาป่าในสายเลือดของมนุษย์... น่าสนใจเสียจริง” ทันใดนั้น อัลริคก็ตบมือหนึ่งครั้ง เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วป่า แต่ทว่าไม่ใช่เสียงของหมาป่าที่ดังตอบรับ กลับเป็นเสียงปรบมือของใครบางคนจากเบื้องหลังต้นไม้ใหญ่ เงาร่างหนึ่งเดินออกมา เขาไม่ได้ดูเหมือนหมาป่าหรือแวมไพร์ แต่ดูเหมือนนักล่าที่สวมหน้ากากเหล็ก “แผนการดีมากอัลริค แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ข้าเองก็มีส่วนได้ส่วนเสียในเลือดของนางเช่นกัน” เซเรสชักดาบเงินออกมาทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากนั้น “เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย!?” เอเลน่าหันไปมองร่างนั้นด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่อัลริคก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความมั่นใจอีกต่อไป แต่มันคือความหวาดกลัว “ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยใคร” ร่างปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเอเลน่ารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น “ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป... และตอนนี้ ราชินีของข้าควรจะกลับไปอยู่ในกรงขังที่เหมาะสมได้แล้ว” มือปริศนาเอื้อมมาคว้าข้อมือของเอเลน่า กระแสไฟฟ้าสีดำแล่นผ่านผิวหนังของเธอ จนเธอหวีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะสิ้นสติไปในอ้อมแขนของคนแปลกหน้านั้น ภาคินทร์เที่ยงคืนขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามดื่มด่ำไปกับความรักอันเร่าร้อนและปริศนาที่กำลังจะเปิดเผยในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%