"อย่าขยับไปไหน... อยู่ตรงนี้ ในอ้อมแขนของข้า"
เสียงทุ้มต่ำของเซเรสดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำลึกที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตก ลมหายใจของเขาอุ่นร้อนเป่ารดซอกคอของเอเลน่า ขณะที่นิ้วเรียวยาวดั่งงานศิลป์ของแวมไพร์ชั้นสูงลากผ่านผิวเนียนละเอียดบนแผ่นหลังของเธอเบาๆ เหมือนกำลังวาดลวดลายบนผืนผ้าใบที่บอบบางที่สุดในโลก
เอเลน่าหอบหายใจถี่สั่น พิงร่างกับแผงอกกว้างที่สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจอันเย็นเยียบแต่ทรงพลังของเขา เธอมองเห็นรอยนิ้วมือของตัวเองที่จิกลงบนไหล่แข็งแกร่งของเซเรสเพื่อยึดเหนี่ยวสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง ความเปราะบางของสถานการณ์ภายนอก—เสียงหอนโหยหวนของฝูงหมาป่าอัลริคที่ดังก้องอยู่ในป่าต้องห้าม—ไม่ได้ทำให้เธอกลัวเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่แล่นพล่านในกายทุกครั้งที่เซเรสขยับตัว
"พวกมัน... พวกมันกำลังตามล่าเรา เซเรส" เอเลน่าพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วงขณะที่ริมฝีปากของเขาเริ่มไล่จูบซับจากติ่งหูลงมายังจุดชีพจรที่เต้นระรัว
"ปล่อยให้พวกมันล่าไป" เซเรสกระซิบชิดผิวเนียน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่แฝงความเวทนา "ตราบใดที่เจ้าอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ในเงามืดที่ข้าเป็นผู้คุมกฎ อัลริคไม่มีวันแตะต้องเจ้าได้"
เขาพลิกร่างหญิงสาวให้หันมาเผชิญหน้า สายตาสีอำพันดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น เซเรสไม่ได้ต้องการเพียงแค่ปกป้อง แต่เขากำลังโหยหา... โหยหาการยืนยันตัวตนผ่านเรือนร่างของหญิงสาวที่โชคชะตาขีดเขียนให้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
มือหนาเชยคางเอเลน่าขึ้น บังคับให้เธอยอมรับการรุกรานที่เร่าร้อน เขาประกบจูบลงมาโดยไม่รอให้เธอได้ตั้งตัว รสจูบที่ทั้งดิบเถื่อนและอ่อนโยนในคราวเดียวกัน มันเป็นรสสัมผัสของแวมไพร์ผู้หิวกระหายที่เปลี่ยนความหวาดกลัวของเอเลน่าให้กลายเป็นไฟปรารถนา เอเลน่าส่งเสียงครางในลำคอ แขนเรียวโอบรัดรอบคอของเขาแน่นขึ้น สัญชาตญาณในตัวเธอที่เคยถูกปิดตายกำลังตื่นขึ้นพร้อมกับพลังแห่งเลือดบริสุทธิ์ที่สูบฉีดไปทั่วร่าง
"เจ้าช่าง... งดงามเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้" เซเรสถอนจูบออกเพียงเล็กน้อย ให้ลมหายใจประชันกัน เขาจ้องมองเรือนร่างของเธอที่สะท้อนกับแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันในถ้ำ "ทุกสัมผัสของเจ้าคือคำสาปที่ข้ายินดีจะยอมรับไปชั่วนิรันดร์"
เขาไม่ได้พูดพร่ำเพ้อไปเรื่อย แต่ละจังหวะการเคลื่อนไหวของเซเรสคือการพิสูจน์ความรักที่บิดเบี้ยวและทรงพลัง เขาถอดถอนความลังเลใจของเอเลน่าออกไปทีละชั้น เผยให้เห็นความโหยหาที่เธอเองก็แทบจะรับมือไม่ไหว ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นภายนอก ทั้งสองคนกลับสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาภายใต้เงามืดมน—โลกที่มีเพียงเสียงครางแผ่วเบา เสียงลมหายใจที่สอดประสาน และความสุขทางกายที่รุนแรงจนราวกับจะทำลายพันธนาการทุกอย่างในโลกแห่งความจริงให้สิ้นซาก
ในยามที่ร่างสองร่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง เซเรสรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนระหว่างเขากับเอเลน่า มันเป็นพันธสัญญาที่ไม่ได้เอ่ยผ่านคำพูด แต่เป็นพันธสัญญาด้วยเลือดและเนื้อหนัง อัลริคอาจมีกองกำลังที่น่าเกรงขาม แต่ในเวลานี้ เซเรสครอบครองทุกอย่างที่อัลริคต้องการ... และเขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนพรากสิ่งนี้ไปได้
ทว่า ท่ามกลางความเร่าร้อนที่กำลังถึงจุดสูงสุด ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาในถ้ำลึก ดับไฟจากตะเกียงน้ำมันจนสิ้น ความมืดมิดเข้าครอบคลุม แต่สิ่งที่ทำให้เซเรสต้องหยุดชะงักและผละออกจากเอเลน่าไม่ใช่ความมืด แต่เป็นเสียงกระซิบที่คุ้นเคยซึ่งดังสะท้อนก้องมาจากผนังถ้ำ
*“เซเรส... เจ้าหนีเงาของตนเองไม่ได้หรอก”*
เสียงนั้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงสิ้นเชิง เอเลน่าสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่เซเรสเปลี่ยนท่าทีเป็นนักล่าในทันที ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจ้องมองไปที่ทางเข้าถ้ำ ซึ่งเงาร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินผ่านม่านน้ำตกเข้ามาอย่างเยือกเย็น
นั่นไม่ใช่ฝูงหมาป่าของอัลริค... แต่เป็นใบหน้าที่เซเรสคิดว่าได้ฝังกลบไปพร้อมกับอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน หญิงสาวในชุดสีขาวโพลนเปื้อนเลือดที่มองมายังพวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นอาฆาต และในมือของนางคือกริชที่อาบไปด้วยมนตราซึ่งสามารถสังหารแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ได้ในคราเดียว
"เอเลน่า... ถอยไป" เซเรสคำรามต่ำ ขณะที่ร่างของเขาสั่นไหวด้วยความเคียดแค้นที่พุ่งพล่าน "คืนนี้... เจ้าไม่ควรจะกลับมา"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและลึกลับในบทนี้ด้วยกันนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนต่อไปครับ
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 22
หลบซ่อนในถ้ำรัก
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!