"ปล่อยมือจากเธอเสีย อัลริค... ก่อนที่ข้าจะกระชากหัวใจของเจ้าออกมาวางแทบบาทาด้วยมือเปล่า"
เสียงทุ้มต่ำของเซเรสเปรียบเสมือนคมดาบที่กรีดผ่านความเงียบงันในหุบเขาแห่งเงามืด ลมหายใจของเขาเย็นเยียบจนเกิดเป็นไอจางๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบของหมาป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง เขายืนตระหง่านอยู่บนเนินหินสูงชัน ดวงตาสีโลหิตวาวโรจน์จ้องมองร่างของอัลริคที่กำลังพันธนาการเอเลน่าไว้ในอ้อมแขนกำยำ
อัลริคหัวเราะร่วน เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกระหาย เขากดปลายเล็บแหลมคมลงบนลำคอระหงของเอเลน่าจนเลือดสีสดซึมออกมาเป็นหยดเล็กๆ "ข้าไม่ได้มาเพื่อฟังคำขู่ของแวมไพร์ที่กำลังจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เซเรส... เจ้ามองดูรอบตัวเจ้าสิ กองทัพของเจ้าเหลือเพียงซากศพที่นอนระเกะระกะบนพื้นดินนั่น ส่วนเอเลน่า... นางคือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้ข้าครองบัลลังก์เหนือใต้พิภพนี้"
เอเลน่าพยายามดิ้นรน แต่สัมผัสจากอัลริคนั้นรุนแรงและป่าเถื่อน เธอรู้สึกได้ถึงพลังที่เต้นเร่าอยู่ในสายเลือดของตนเอง ราวกับว่าเลือดในกายกำลังเรียกหาบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าจะควบคุม "เซเรส... อย่า..." เธอเอ่ยออกมาได้เพียงแผ่วเบา สายตาของเธอจับจ้องที่ชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนพ้องในสงครามครั้งนี้ช่างกรีดลึกจนหัวใจแทบแตกสลาย
"เอเลน่า... มองตาข้า" เซเรสขยับกายช้าๆ ก้าวลงจากเนินหินอย่างสง่างาม ท่ามกลางวงล้อมของฝูงหมาป่าที่แยกเขี้ยวขู่คำราม เขาสัมผัสได้ถึงพันธะแห่งคู่แท้ที่เชื่อมโยงระหว่างเขากับเธอ มันสั่นสะเทือนรุนแรงราวกับเตือนถึงจุดจบที่กำลังจะมาถึง "เจ้าไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นเครื่องบูชายัญของพวกมัน เจ้าคือหัวใจของข้า และข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนพรากเจ้าไปได้"
"น่าขันสิ้นดี" อัลริคสบถพลางกระชากร่างหญิงสาวเข้ามาแนบชิด "เจ้าคิดว่าความรักจอมปลอมจะเอาชนะสัญชาตญาณสัตว์ป่าของข้าได้หรือ? วันนี้กองทัพแวมไพร์จะถูกฝังกลบด้วยดินโคลนแห่งความอัปยศ"
ทันใดนั้น อัลริคส่งเสียงหอนกึกก้อง ฝูงหมาป่าที่รอจังหวะอยู่ก็พุ่งทะยานเข้าใส่แนวป้องกันของแวมไพร์ที่เหลืออยู่ เสียงเหล็กกระทบเนื้อ เสียงการฉีกกระชาก และเสียงกรีดร้องสลับกับเสียงคำรามก้องไปทั่วหุบเขา เซเรสไม่ได้หันไปมองลูกน้องที่กำลังต่อสู้จนตัวตาย สายตาของเขาจับจ้องเพียงเอเลน่า พลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาระเบิดออกมาจนพื้นดินรอบข้างแตกร้าว
เซเรสพุ่งตัวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ อัลริคไหวตัวทันแต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที หมัดหนักแน่นของแวมไพร์ชั้นสูงกระแทกเข้าที่ใบหน้าของอัลฟ่าหนุ่มจนกระเด็นไปไกลหลายเมตร เอเลน่าหลุดจากการพันธนาการและทรุดตัวลงกับพื้น ทันทีที่เธอแตะพื้นดิน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นพล่านทั่วร่าง พลังที่เอเลน่าไม่เคยรู้ว่ามีอยู่เริ่มปลดปล่อยออกมาในรูปของแสงสีทองจางๆ รอบตัวเธอ
"เจ้าไม่ควรแตะต้องนาง" เซเรสพูดพลางยันกายขึ้น เขาได้รับบาดแผลจากการต่อสู้ที่รุนแรง แต่ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่
อัลริคเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาของเขากลายเป็นสีเหลืองทองดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลั่ง "ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรู้ว่าพลังที่แท้จริงคืออะไร!" อัลริคกลายร่างเป็นหมาป่าสีดำขนาดมหึมา ขนหนาของมันดูดกลืนแสงจันทร์จนมืดมิด เขากระโจนเข้าหาเซเรสด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
ในวินาทีที่เขี้ยวแหลมคมกำลังจะขย้ำคอของเซเรส เอเลน่ากลับลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอสั่นเทา พลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของหญิงกำพร้าผู้มีชะตากรรมเป็นเครื่องหมายปริศนาได้ตื่นขึ้นอย่างเต็มตัว เธอไม่ได้กรีดร้อง แต่กลับเปล่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า พลังงานสีทองระเบิดออกจากร่างของเธอผลักฝูงหมาป่าและแวมไพร์ให้กระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง
ความโกลาหลหยุดชะงักลงชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่หญิงสาวผู้ซึ่งตอนนี้เส้นผมของเธอกลายเป็นสีเงินยวบยาบ ดวงตาของเธอฉายประกายอำนาจที่แม้แต่แวมไพร์ชั้นสูงอย่างเซเรสยังต้องตกตะลึง
"พอได้แล้ว..." น้ำเสียงของเอเลน่าก้องกังวาน ไม่ใช่เสียงของเด็กสาวผู้อ่อนหวาน แต่เป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจสั่งการราวกับราชินีผู้ปกครองสงคราม
เซเรสมองดูเธอด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความรักและความหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าพลังนี้มีราคาที่ต้องจ่าย และเขารู้ดีว่าหากเธอเลือกใช้อำนาจนี้... เขาอาจจะสูญเสียเธอไปตลอดกาล
"เอเลน่า... เจ้าทำอะไรลงไป?" เซเรสเอ่ยถามเสียงสั่น แต่ในจังหวะนั้นเอง อัลริคที่ยังไม่ยอมแพ้ ได้อาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังตะลึงพรึงเพริดพุ่งเข้าหาเซเรสจากด้านหลังด้วยคมเขี้ยวที่เคลือบไปด้วยพิษร้ายแรงของพืชปีศาจที่เขาแอบสะสมไว้
เอเลน่าหันกลับไปเห็นเงาดำทะมึนกำลังพุ่งเข้าใส่คนรักของเธอ เธอตัดสินใจโดยไม่คิดชีวิต ทันใดนั้นร่างของเธอก็หายไปจากจุดที่ยืนอยู่และไปปรากฏตัวคั่นกลางระหว่างเซเรสและคมเขี้ยวของอัลริค เสียงฉีกขาดของเนื้อเยื่อดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่สั่นสะเทือนหัวใจ
เอเลน่าล้มลงในอ้อมแขนของเซเรส เลือดสีสดเปรอะเปื้อนชุดสีขาวของเธอจนกลายเป็นสีแดงฉาน อัลริคชะงักค้างด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆ คืนร่างเป็นมนุษย์ที่สั่นเทาด้วยความกลัว ส่วนเซเรส... ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด เขากอดร่างบางไว้แน่น มือสั่นเทาขณะพยายามกดห้ามเลือดที่ไหลไม่หยุด
"ข้าบอกแล้วว่าห้ามทำตัวโง่ๆ เอเลน่า!" เซเรสคำรามออกมาด้วยความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด
เอเลน่าเงยหน้ามองเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว เธอแตะใบหน้าของเขาด้วยมือที่เปื้อนเลือด "เรา... เราชนะแล้ว... ใช่ไหม?"
ก่อนที่เซเรสจะทันได้ตอบคำถาม สัมผัสเย็นเยียบที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา เสียงปรบมือดังแผ่วเบาจากเงามืดของพุ่มไม้ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่เซเรสไม่มีวันลืม... ใบหน้าที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน
"สงครามเพิ่งเริ่มต้นต่างหากล่ะ หลานรัก" บุคคลปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ข้าขอยืมพลังของแม่สาวคนนี้ไปใช้ต่อหน่อยนะ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและลึกลับในบทนี้ด้วยกันนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนต่อไปครับ
รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 23
จุดแตกหักของสงคราม
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!