รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 21

การสูญเสียครั้งใหญ่

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“อย่าหันหลังกลับไปมอง ถ้าไม่อยากเห็นจุดจบของฉัน!” เสียงคำรามต่ำของ ‘คาร์ล’ ดังก้องผ่านความมืดมิดในอุโมงค์ใต้ดินที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านรอยแยกของเพดานหินลงมาเพียงน้อยนิด กลิ่นคาวเลือดของหมาป่าที่ตายไปแล้วผสมกับกลิ่นไอความตายที่อบอวลอยู่รอบกาย ทำให้เอเลน่าต้องกัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่ข้อมือจากเซเรสที่พยายามฉุดรั้งให้เธอวิ่งต่อไป “คาร์ล! ไม่… เราทิ้งนายไว้ที่นี่ไม่ได้!” เอเลน่าแผดเสียงตอบกลับ ดวงตาของเธอรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลผ่านแก้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เบื้องหลังของพวกเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของฝูงหมาป่าภายใต้การบัญชาของอัลริคกำลังใกล้เข้ามาดั่งมฤตยู เสียงขู่คำรามในลำคอของพวกมันดังกึกก้องจนผนังหินสั่นสะเทือน คาร์ล เพื่อนรักที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ยืนตระหง่านขวางทางเข้าเอาไว้ ร่างกายของเขาสั่นไหวเพราะบาดแผลฉกรรจ์ที่ได้รับจากการปะทะกับอัลริคก่อนหน้านี้ เซเรสหยุดกะทันหัน ดวงตาสีโลหิตของเขาหรี่ลงด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเย็นชา เขาหันมาสบตาเอเลน่า แรงบีบที่มืออ่อนลงแต่หนักแน่น “เอเลน่า ฟังผม... เขาเลือกแล้ว นี่คือทางเลือกเดียวที่จะทำให้เราไปถึงใจกลางป่าต้องห้ามได้ ถ้าเราอยู่ที่นี่ เราทุกคนจะจบสิ้น” “แต่นั่นคือชีวิตของเขา!” เธอสะอื้นพลางมองไปยังแผ่นหลังของคาร์ล คาร์ลหัวเราะร่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขาไม่ได้หันกลับมา แต่เอเลน่าเห็นไหล่ที่สั่นเทาของเขากระตุกขึ้นลง “ชีวิตฉันมันจบตั้งแต่วันที่อัลริคฉีกทึ้งเกียรติยศของฝูงเราไปแล้ว เอเลน่า... เซเรส! ไปเถอะ! ก่อนที่พลังในตัวเธอจะถูกมันสัมผัสได้!” ในจังหวะนั้นเอง อัลริคในร่างมนุษย์กึ่งสัตว์ที่มีขนดกหนาและกรงเล็บแหลมคมก็ปรากฏตัวขึ้นที่มุมมืด แววตาของอัลริคเต็มไปด้วยความกระหายเลือด “คาร์ล เจ้าคิดว่าการสละชีพที่ไร้ค่านี้จะช่วยพวกมันได้งั้นหรือ? เจ้าก็แค่ขยะที่ขวางทางเดินของราชา” “ขยะที่กำลังจะส่งพวกมันไปสู่ความหวังสุดท้ายไงล่ะ!” คาร์ลคำรามลั่น ก่อนจะกระโจนเข้าหาอัลริคด้วยแรงเฮือกสุดท้าย แสงจากเวทมนตร์แห่งเลือดของเขาเปล่งประกายออกมาเป็นรัศมีสีแดงฉานรอบตัว มันคือการระเบิดพลังชีวิตครั้งสุดท้ายเพื่อสร้างม่านกั้นอาคมที่ไม่มีใครฝ่าไปได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง “ไป!” เซเรสตะคอกเสียงต่ำ เขากระชากแขนเอเลน่าให้วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปมองอีก ความรู้สึกใจสลายถาโถมเข้าใส่เอเลน่าเหมือนคลื่นยักษ์ ทุกย่างก้าวที่เธอก้าวผ่านความมืดมิดเปรียบเสมือนการเหยียบย่ำลงบนหัวใจตัวเอง เธอได้ยินเสียงการปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงคำรามที่ขาดห้วง และเสียงระเบิดของพลังงานที่สว่างวาบขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงเหลือเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว พวกเขาหยุดวิ่งเมื่อถึงโถงกว้างที่ลึกที่สุด เซเรสทรุดตัวลงพิงผนังหิน ลมหายใจของเขาหอบถี่ รอยแผลที่ไหล่ของเขาเริ่มมีไอความร้อนระเหยออกมา เอเลน่ารีบถลาเข้าไปหา ประคองใบหน้าของแวมไพร์หนุ่มด้วยมือที่สั่นเทา “เซเรส... เราทำแบบนี้ได้ยังไง” เธอถาม เสียงของเธอเบาหวิวราวกับจะขาดใจ แวมไพร์หนุ่มจับมือเธอไว้แน่น ความเย็นเยียบจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังของเธอ แต่มันกลับเป็นความเย็นที่เธอโหยหาในยามที่ใจร้อนรุ่ม “เราต้องอยู่รอด เพื่อที่การสูญเสียของเขาจะไม่สูญเปล่า เอเลน่า... มองตาผม” เธอเงยหน้าขึ้นมองลึกเข้าไปในดวงตาสีโลหิตที่สะท้อนเงาของเธอเพียงผู้เดียว “ความรักของเรา... มันไม่ใช่แค่ความปรารถนาในเนื้อหนัง แต่มันคือพันธนาการที่อัลริคไม่มีวันเข้าใจ” เซเรสกระซิบ พลางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ริมฝีปากที่สั่นระริกของเธอ “เขาต้องการเลือดของเธอเพื่ออำนาจ แต่ผม... ผมต้องการหัวใจของเธอเพื่อความเป็นอมตะของผมเอง” ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนบีบคั้น เซเรสขยับกายเข้าหาเธอช้าๆ สัมผัสของเขาอ่อนโยน ทว่าหนักแน่นและเร่าร้อน แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศกจากการสูญเสียเพื่อนร่วมทาง เขาบดจูบลงบนริมฝีปากเธอด้วยความโหยหา มันไม่ใช่จูบที่เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่มันคือการยืนยันถึงการมีชีวิตอยู่ และการตักตวงทุกวินาทีที่เหลืออยู่ก่อนที่มรสุมลูกต่อไปจะมาถึง เอเลน่าตอบรับสัมผัสนั้นด้วยความสมัครใจ เธอรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนผ่านรอยสัมผัสของเขา พลังที่กระตุ้นให้เลือดในกายของเธอเดือดพล่าน แต่มันไม่ใช่ความกลัว มันคือการตื่นรู้ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาทว่าหนักแน่นก็ดังก้องขึ้นในความมืดที่อยู่ลึกเข้าไปข้างหน้า ไม่ใช่เสียงหมาป่า... แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่ยืนรอพวกเขามานานแล้ว “ช่างเป็นฉากรักที่น่าประทับใจเสียจริง” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น เอเลน่าผละออกจากอ้อมกอดของเซเรสด้วยความตกใจ เมื่อแสงสีม่วงประหลาดค่อยๆ สว่างขึ้นจากเงามืด ปรากฏร่างของสตรีในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของนางงดงามทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาสีอำพันจับจ้องมาที่เอเลน่าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “เจ้าคิดว่าเจ้าหนีพ้นแล้วหรือ เซเรส?” นางแค่นยิ้มก่อนจะชี้ปลายมีดที่สลักลวดลายโบราณมาที่คอของเอเลน่า “อัลริคเป็นเพียงสุนัขรับใช้... แต่ฉันคือผู้ที่ถือครองพันธสัญญาที่แท้จริงของนาง” เซเรสลุกขึ้นยืนบังเอเลน่าไว้ทันที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องคู่ชีวิต “เจ้า... ราชินีแห่งกลุ่มเงาหิมะ” ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง เมื่อรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาหนีมานั้น เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของขุมนรกที่กว้างใหญ่กว่าเดิม ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความเร่าร้อนและลึกลับในบทนี้ด้วยกันนะครับ ภาคินทร์เที่ยงคืนจะรอพบทุกท่านในตอนต่อไปครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%