รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 10

การทรยศของคนสนิท

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
"ถ้าเจ้ายังไม่หยุดสั่น ฉันคงต้องฝังเขี้ยวลงบนลำคอของเจ้าเสียตรงนี้ เพื่อหยุดยั้งความตื่นตระหนกที่ส่งกลิ่นคาวหวานจนน่ารำคาญ" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเซเรสกระซิบชิดใบหู ขณะที่มือแกร่งดุจเหล็กกล้าบีบกระชับต้นแขนของเอเลน่าจนขึ้นรอยแดง ท่ามกลางความมืดมิดของหอสมุดเก่าแก่ในปราสาทที่บัดนี้ไร้ซึ่งความปลอดภัย เอเลน่าสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยสั่นระริกสะท้อนเงาของชายผู้เป็นทั้งที่พึ่งและปีศาจร้ายในคราเดียวกัน "ไม่ได้... กลิ่นนั้น... เซเรสคะ... เอ้ย! เซเรส ได้โปรดฟังฉัน กลิ่นสาบหมาป่า มันไม่ได้มาจากข้างนอก แต่มันมาจากใต้ชั้นหนังสือแถวนี้" เธอพยายามเค้นเสียงบอก แม้ลมหายใจจะติดขัดด้วยความหวาดหวั่น เซเรสชะงัก สายตาคมกริบดั่งใบมีดโกนกวาดมองไปรอบห้อง ความเย็นเยียบที่แผ่ออกจากร่างกายเขารุนแรงจนน้ำค้างบนกระจกหน้าต่างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "เจ้ากำลังจะบอกว่า... มีใครบางคนในปราสาทนี้ขายวิญญาณให้อัลริคอย่างนั้นหรือ?" "ใครสักคนที่รู้รหัสผ่านห้องนิรภัยใต้ดิน" เอเลน่ากระซิบ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวดที่เพิ่งตระหนักได้ "และคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด นอกจากท่าน ก็มีเพียง 'คาสเปียน' คนเดียว" ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้อากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันตา คาสเปียน... พ่อบ้านผู้จงรักภักดีที่อยู่เคียงข้างเซเรสมานานนับร้อยปี ผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชายและเงาที่คอยติดตามเขามาทุกย่างก้าว เซเรสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง "หากเป็นเช่นนั้นจริง โลกใบนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไรเหลือให้ข้าปกป้องอีกต่อไปแล้ว" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทหนังก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านนอก มันไม่ได้แฝงเร้นเหมือนพวกนักฆ่า แต่มันจงใจก้าวอย่างมั่นคงและเชื่องช้า เซเรสผลักเอเลน่าไปหลบหลังตู้หนังสือไม้โอ๊กเก่าแก่ ก่อนจะขยับตัวเข้าสู่ความมืดมิดของมุมห้อง ร่างกายของเขาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพ ดวงตาสีถ่านแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน ประตูห้องหอสมุดถูกผลักออกช้าๆ คาสเปียนเดินเข้ามา ในมือถือตะเกียงน้ำมันที่แสงวูบวาบส่องให้เห็นใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ เขาไม่ได้เดินมาคนเดียว เบื้องหลังเขามีเงาร่างกำยำที่คุ้นตาของอัลริค อัลฟ่าหนุ่มผู้มีกลิ่นไอของความดิบเถื่อนโชยหึ่ง "เจ้าช้าไปนะคาสเปียน" อัลริคเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทรงพลังจนแผ่นไม้สั่นสะเทือน "ข้าเกือบจะอดใจรอไม่ไหวจนต้องเข้าไปฉีกทึ้งเนื้อของท่านลอร์ดของเจ้าเสียเอง" "ท่านอัลริค... ข้อตกลงของเราคือการนำตัวแม่พันธุ์ไป โดยไม่ทำลายปราสาทและสังหารท่านเซเรส" คาสเปียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยค "ข้อตกลง? หึ! คนทรยศอย่างเจ้ายังมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรอีกรึ?" อัลริคแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวที่งอกยาวออกมา "เมื่อข้าได้เลือดของหญิงสาวนั่น พลังของข้าจะเหนือกว่าเซเรสหลายเท่าตัว และเมื่อนั้น ปราสาทแห่งนี้... รวมถึงหัวของคนสนิทที่ทรยศเจ้านายตัวเองอย่างเจ้า ข้าก็จะบดขยี้ให้จมดิน!" เอเลน่าที่แอบอยู่หลังตู้หนังสือหัวใจแทบหยุดเต้น เธอเห็นคาสเปียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความแค้นใจที่ถูกหลอกใช้สะท้อนชัดในแววตา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่เลือกเอง "นางอยู่ไหน?" อัลริคคำราม สูดดมกลิ่นอายในอากาศ "ข้าได้กลิ่นนาง... กลิ่นที่หอมหวานจนข้าแทบบ้า กลิ่นของคู่แท้แห่งโชคชะตาที่กำลังสั่นกลัว!" เซเรสที่ซ่อนตัวอยู่เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เขาตัดสินใจก้าวออกมาจากเงามืด ช้าๆ ราวกับพยัคฆ์ที่กำลังจะตะปบเหยื่อ โดยไม่สนคำเตือนของเอเลน่า "เจ้ามองหาข้าอยู่หรือ... อัลริค?" เสียงของเซเรสเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง อัลริคหันขวับมาพร้อมรอยยิ้มกระหายเลือด ในขณะที่คาสเปียนถอยกรูดไปด้านหลังด้วยความหวาดหวั่น เซเรสไม่ได้มองไปที่อัลริคเลย แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่คาสเปียนด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดลึกซึ้ง "คาสเปียน... เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งใดที่ทำให้แวมไพร์อย่างข้าเจ็บปวดที่สุด?" เซเรสเอ่ยพลางย่างสามขุมเข้าไปหา "ไม่ใช่การถูกแทงด้วยลิ่มเงิน ไม่ใช่การถูกเผาด้วยแสงอาทิตย์ แต่คือการรู้ว่า มือที่เคยรินเลือดให้ข้าดื่มมาตลอดหลายร้อยปี... คือมือเดียวกันกับที่ป้ายยาพิษลงในแก้วใบนั้น" คาสเปียนหน้าถอดสี "ท่าน... ท่านรู้?" "ข้าไม่เพียงแต่รู้ แต่ข้ายังเลือกที่จะดื่มมันลงไป เพื่อดูว่าเจ้าจะกล้าพาไอ้สุนัขขี้เรื้อนนี่เข้ามาถึงห้องนอนของข้าได้เมื่อไหร่" เซเรสหยุดเดิน ห่างจากอัลริคเพียงไม่กี่ก้าว พลังกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกจนกำแพงปราสาทเกิดรอยร้าว อัลริคหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง พุ่งตัวเข้าหาเซเรสด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ แต่ทว่า... วินาทีที่กรงเล็บของหมาป่ากำลังจะสัมผัสตัวเซเรส เอเลน่ากลับโผล่ออกมาจากที่ซ่อนด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง เธอไม่ได้วิ่งหนี แต่เธอกลับพุ่งตรงไปคว้าแจกันโบราณที่ตั้งอยู่ข้างๆ แล้วฟาดลงบนพื้นจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นราวกับสัญญาณแห่งความหายนะ ทว่าสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ สิ่งที่ไหลออกมาจากแจกันไม่ใช่ดอกไม้หรือน้ำ แต่เป็นของเหลวสีดำข้นที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง คาสเปียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายในแจกันใบนั้น "นั่นไม่ใช่แจกันที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่าน..." คาสเปียนพึมพำด้วยความสับสน เซเรสหยุดชะงัก สายตามองสิ่งที่พื้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความระแวดระวังขั้นสูงสุด เพราะของเหลวนั้นไม่ใช่สารพิษ แต่เป็น 'เลือดของราชวงศ์แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์' ที่ถูกทำให้สาปแช่ง และมันกำลังเดือดพล่านราวกับมีชีวิต ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนของใครบางคนดังแว่วมาจากใต้ดินของปราสาท—เสียงที่ทำให้เซเรสต้องตัวแข็งทื่อ เพราะนั่นคือเสียงของหญิงสาวในอดีตที่เขาเชื่อว่าตายจากไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน! "นางยังไม่ตาย..." เอเลน่าพึมพำด้วยเสียงที่สั่นพร่า ก่อนจะทรุดลงกับพื้นเมื่อความทรงจำที่เธอไม่เคยมีไหลบ่าเข้ามาในหัวสมอง "และนางกำลังต้องการเลือดของฉัน เพื่อคืนชีพ" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องสมุดชั่วขณะ ก่อนที่กำแพงปราสาทด้านหลังจะระเบิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพัง... เงาร่างนั้นคือสตรีผู้มีใบหน้าเหมือนเอเลน่าราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งนิจนิรันดร์ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดและเร่าร้อนครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ ภาคินทร์เที่ยงคืน
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%